การเปลี่ยนจุดยืนขององค์การอนามัยโลก กับกัญชาหลังจากเกือบ 60 ปี

 

ตามกระแสกัญชาทางการแพทย์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ ที่อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้ ถึงแม้จะมีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากบางส่วน แต่พวกเราทุกคนก็พยายามกันเต็มที่ในการกันคนเห็นแก่ตัว

สุดท้ายก็เพื่อให้คนไทยไม่เสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อล่าสุดต้นเดือนกุมภาพันธ์ องค์การอนามัยโลกก็ได้ประกาศผลการประชุมในที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญยาเสพติด (WHO Expert Committee on Drug Dependence) ครั้งที่ 41 เมื่อพฤศจิกายน 2561 เรื่องกัญชาอย่างชัดเจน โดยแยกระหว่างสารหลักสองสารคือ Tetrahydrocannabinoid (THC) และ Cannabidiol (CBD) และได้เตรียมที่จะเรียกประชุมตัวแทนแต่ละประเทศเพื่อจะทำการโหวต กฎหมายเรื่องกัญชาฉบับแก้ไขใหม่ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้เพื่อจะเปลี่ยนกฎหมายสากลของกัญชาใหม่

 

 

ประวัติที่ผ่านมาในปี 1961, 1971 และ 1988 ก่อน เป็นสามปีสำคัญที่มีการประชุมความร่วมมือทางยาเสพติด เพื่อ บรรลุข้อตกลงจนมาเป็นกฎหมายสากล

เริ่มต้นในปี 1961 ได้มีการกำหนดเกณฑ์ของสารเสพติด (Single Conventional on Narcotic Drugs of 1961) ขึ้นจากขั้นที่ 1 จนถึง 4 ขั้นที่กล่าวถึงนี้จะไม่เหมือนกับของประเทศไทยนะครับ โดยขั้นที่ 1 สามารถใช้ได้ทางการแพทย์และต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ หรือใช้ในการวิจัยเท่านั้น การนำเข้า ส่งออก หรือการเก็บสต๊อกจะต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลเท่านั้น ในกลุ่มนี้จะมียาที่คุ้นหูคือมอร์ฟีน (morphine) ในขั้นที่ 2 จะคล้ายขั้นหนึ่งคือใช้ทางการแพทย์หรือวิจัย แต่ผู้ขายจะต้องมีการจดว่าซื้อมาจำนวนเท่าไหร่ ขายไปให้ใครเท่าไหร่ แต่คนไข้ไม่ต้องใช้ใบสั่งยาและไม่ต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาล ยาในขั้นนี้ที่คุ้นหูก็จะเป็น โคเดอีน (codeine)

ส่วนขั้นที่ 3 จะคล้าย 2 มาก ยกเว้นไม่จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลการซื้อขายที่ตรงเป๊ะๆประมาณว่าจะขายใครก็เชิญตามสบาย


ในสุดท้ายหรือขั้นที่ 4 จะไม่ได้เรียงเหมือนขั้นแรกๆ แต่ในขั้นที่ 4 นั้น ยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นยาอันตรายซึ่งยาหลายตัวในขั้น 4 ก็จะอยู่ในขั้นที่ 1 ด้วย

ตัวอย่างเช่น เฮโรอีน (heroin) ซึ่งอยู่ในทั้งสองขั้น ก็แปลได้ว่าสามารถใช้ทางการวิจัยได้ แต่ทางการแพทย์ต้องเป็นในกรณีพิเศษเท่านั้นเพราะคิดว่ามีอันตรายสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

ฉะนั้น ยาที่อยู่ในกลุ่ม 4 นี้จะต้องมีการควบคุมเพิ่มเติมจากขั้นที่ 1 มาอีกตามสมควร ในปี 1961 กัญชาทั้งหมด (THC และ CBD) ได้ถูกจัดอยู่ใน Single Conventional on Narcotic Drugs of 1961 ขั้น 1 และ 4 ซึ่งแปลว่ามีโทษทางสุขภาพสูงสุด มีประโยชน์ทางการแพทย์จำกัดและใช้ทางการวิจัยเท่านั้น จากนั้น 1971 ได้มีการเปลี่ยนจากกัญชาทั้งหมดเป็นเจาะจงแต่ THC เพราะมีฤทธิ์ทางสมองและทำให้ติด จึงจัดให้มีโทษทางการแพทย์ร้ายแรงและอยู่ในขั้นที่ 1 และ 4

 




ในปี 1988 มีการตั้งเป็นกฎหมายสากลและ THC ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนถือว่ามีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์ จากนั้นมาทั่วโลกก็มีความเปลี่ยนแปลงทีละนิดโดยมีการเปิดให้ใช้กัญชาทั้ง CBD และ THC ในบางประเทศ บ้างก็ถึงกับเปิดอิสระ บ้างก็ให้ใช้ทางการแพทย์มาร่วมสิบปี

จนกระทั่งในปี 2016 ทาง WHO ก็เห็นว่าจำเป็นต้องมาทบทวนกฎกันใหม่ และได้เริ่มทบทวนกฎหมายสากลเรื่องกัญชาในการประชุมผู้เชี่ยวชาญยาเสพติด ครั้งที่ 38 จนถึงล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า กัญชาทั้งต้น
และที่เตรียมการเพื่อใช้สำหรับสูบ ควรจะเอาออกจาก Schedule 4 เพราะมันมีประโยชน์ทางการแพทย์ และโทษก็น้อยกว่าที่เคยคิด และ THC กับญาติๆของมันให้อยู่ในขั้นที่ 1 ทั้งหมด แต่ที่น่าสนใจคือสารสกัดกัญชา
ไม่ว่าจะเป็น THC หรือ CBD อาจจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในขั้นที่ 1 และไม่ถูกคุมเข้ม

ส่วนทาง CBD หรือญาติ และ CBD ที่มีส่วนผสมของ THC น้อยกว่า 0.2% ของมันอยู่ในขั้นที่ 3 ก็พอ และสามารถใช้ได้ทางการแพทย์โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาใดๆ เพราะว่าไม่ได้มีฤทธิ์มึนเมา และไม่ได้มีการเสพติด มีแต่ประโยชน์


ส่วนในไทยนั้นจะมีการแบ่งแยกขั้นต่างจากของ WHO Single Conventional on Narcotic Drugs of 1961 โดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2530 แบ่งเป็น 5 ประเภท โดยประเภท 1 ให้โทษร้ายแรง เช่น เฮโรอีน ประเภท 2 ให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน โคเดอีน ประเภท 3 ซึ่งมีลักษณะเป็นตำรับยาซึ่งบางตัวอาจอยู่ในประเภท 2 ด้วย ประเภท 4 คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ 2

และประเภทสุดท้ายประเภท 5 คือยาเสพติดที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์อื่นๆ และกัญชากับกระท่อมก็อยู่ในนี้จนกระทั่ง สนช. เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ปลดล็อกกัญชาให้ผลิตและใช้ทางการแพทย์ได้และผ่านวาระในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 

เป็นที่น่าดีใจที่คนไข้จะได้รับประโยชน์จากของที่เราปลูก ผลิต และศึกษา รวมกันระหว่างภูมิปัญญาไทยสมัยใหม่และสมัยโบราณเข้าด้วยกันเป็นที่น่าภูมิใจว่าเราได้เป็นผู้นำของภูมิภาคในเรื่องนี้และถ้าเราสามารถผลิตกัญชาเกรดทางการแพทย์ที่ไม่มีสารเคมีอันตราย รายได้จากการส่งออกก็คงจะมากอยู่ เพราะต่างประเทศขายกันแพงมาก แต่ตราบใดที่ยังมีสารเคมีฆ่าหญ้าปนเปื้อนในน้ำ ในดิน อีกไม่นานเดี๋ยวผัก ผลไม้รวมถึงสมุนไพร และกัญชาจะปนเปื้อนและไม่มีประเทศไหนอยากนำเข้าสินค้าเรา ทั้งๆที่ผลไม้เราเป็นอันดับต้นๆมาตลอด

สารเคมีที่ฆ่าคนไทย ประเทศเพื่อนบ้านก็แบนกันเป็นส่วนมากแล้วเพราะเป็นห่วงประชาชน เป็นห่วงเศรษฐกิจประเทศ อย่ามองแค่ตอนนี้ อย่ามองแคบแต่ตนเอง ต้องมองไปถึงอนาคตกันแล้ว เราก็ต้องรวมพลังกันต่อสู้ และยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

 

ที่มา : www.thairath.co.th/lifestyle/woman/health

 

ไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญ เพียงแค่กดเป็นเพื่อน LINE @CANNHEALTH