กัญชา พืชร้าย หรือยาวิเศษ รักษาโรค 100 กว่าอาการ

Last updated: May 13, 2019  |  เศรษฐกิจ

 

แม้จะยังไม่ลงตัวเกี่ยวกับการปลดล็อกกัญชา จากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นประเภท 2 ให้สามารถไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และยังมีกระแสถกเถียงกับข้อกังวล จะเปิดโอกาสให้มีการเสพกัญชามากขึ้นหรือไม่? ถึงกับมีการตั้งข้อสังเกตว่า “กัญชา พืชร้าย หรือสมุนไพรทางเลือก” มองกันว่า อาจจะเป็นโทษมากกว่า

เกี่ยวกับเรื่องนี้ หมอประเดิม ส่างเสน เลขานุการหมอชนเผ่า 7 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานวิจัยของหมอพื้นบ้านภาคเหนือ และคณะทำงานหมอพื้นบ้านชนเผ่าลุ่มน้ำโขง และเป็นทายาทหมอชนเผ่ารุ่น 12 ซึ่งรักษาโรคตามคัมภีร์โบราณมากว่า 1,000 ปี ขอยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด เสพนานแค่ไหนก็ไม่ติด พวกที่เสพแล้วเกิดอาการทางจิตประสาทนั้นเป็นเพราะไปพลิกแพลงเสพผิดประเภท โดยทำในรูปโรยสังขยา ซึ่งหมายถึงมีการผสม ผงขาว เฮโรอีน ฝิ่น จนเกิดเป็นโทษ ทั้งที่ความจริงโดยเนื้อแท้ของกัญชาแล้ว หมอพื้นบ้านรู้ดีว่าไม่มีทางติดแน่นอน

ทั้งนี้กัญชา มีสรรพคุณรักษาโรคได้กว่า 50 โรค 100 กว่าอาการ รวมถึงช่วยชะลอวัยได้ด้วย เนื่องจากในกัญชามีสาร 2 ชนิดหลัก ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน คือ สาร Cannabidiol ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ทำหน้าที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดการอักเสบบวมโตของแผลหรือเนื้องอก ระงับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโต ระงับการเกร็งหรือชักกระตุก และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระบบประสาทได้ และสาร Tetrahydrocannabinol ทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม

อีกทั้งยังเป็นตัวที่ทำให้ระบบประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร คนทั่วไปมักคิดว่าวิธีใช้คือการสูบเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว วิธีหยอดใต้ลิ้นด้วยสารสกัดจะได้รับสารทั้งสองชนิดสูงกว่า ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคทางสมอง เพราะกัญชาจะไปเปิดระบบประสาท ทำให้ตัวกัญชาซึมเข้าสู่ระบบประสาทได้เร็วกว่าการกิน เช่น ผู้ป่วยสันนิบาต พาร์กินสัน ลมชัก สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังก็สามารถใช้ทา ส่วนรายที่รักษาริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งปากมดลูก แนะนำให้ใช้วิธีเหน็บทางทวารหรือช่องคลอด อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับการรักษาต้องได้รับการดูแล และต้องใช้กัญชาในปริมาณตามที่หมอกำหนด และสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยสามารถดูดซึมได้มากกว่าเดิมด้วย

“พวกเราสนับสนุนการออกกฎควบคุม แต่ต้องไม่ปิดกั้นหมอพื้นบ้านในการใช้เพื่อการรักษา เพราะกัญชาสามารถให้การดูดซึมยา ทั้งแผนโบราณและปัจจุบัน ให้ไปรักษาได้ตรงคน ตรงโรค มีงานวิจัยมากมายที่มีผลการรักษายืนยัน และหลักฐานเชิงประจักษ์”

นอกจากนี้อยากเสนอรัฐบาลให้กำหนดพื้นที่ปลูกกัญชานำร่อง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายหมอพื้นบ้านได้ประชุมร่วมกันโดยมีผู้แทนจากจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย ลำพูน ลำปาง รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาสารคาม และภาคตะวันออก คือ ชลบุรี โดยจะนำเสนอรัฐบาลเร็วๆ นี้ ส่วนที่มีข่าวกรมทรัพย์สินฯ เปิดให้มีการจดสิทธิบัตรกับต่างประเทศนั้น ทางหมอพื้นบ้านติดตามข่าวตลอด และเตรียมพร้อมที่จะไปจดบ้าง อยากให้เปิดเผยและให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน และเชื่อว่ากัญชาจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินให้กับประเทศไทย และจะสามารถยืดอายุคนไทยให้ยาวนานขึ้นด้วย

“ปัจจุบันเกษตรกรพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ หากมีการเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกในบางพื้นที่ที่มีดินที่เหมาะสมมาเป็นกัญชา จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ เพราะกัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเทียบได้กับปลูกข้าว 10 ไร่ กัญชาต้นสดในตลาดมืด กิโลกรัมละ 25,000 บาท และหากสกัดเป็นสาร สามารถจำหน่ายและส่งออกได้ถึงกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท”

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายควบคุมแต่มีหมอพื้นบ้านบางส่วนปลูกกัญชาเพื่อการรักษา ซึ่งจากที่ได้ประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ได้แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่า อยากให้ทำให้ถูกต้อง เป็นขั้นเป็นตอน และนำสิ่งที่ทำกันใต้ดิน มาอยู่บนดินให้หมด

 

ที่มา : www.thairath.co.th/news/society



 

ไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญ เพียงแค่กดเป็นเพื่อน LINE @CANNHEALTH