5 ข่าวร้อน CANN HOTISSUE

Last updated: Jun 27, 2019  |  ข่าว

วันที่ 26 มิถุนายน 2562 -14:00 น.
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: สิริญา มิตรศรัทธา/Siriya Mitsattha
เรียบเรียง : อภินันท์ อุ่นทินกร: /Apinan Untinkorn







1.



งานวิจัยเผย การอาศัยอยู่ใกล้ศูนย์แจกจ่ายกัญชาไม่มีผลต่อทัศนคติหรือการใช้กัญชาของวัยรุ่น 

เมื่อรัฐโคโลราโดประกาศกฎหมายอนุญาตการใช้กัญชาสำหรับผู้ใหญ่ ทางภาครัฐมีการถกเถียงว่าการเข้าถึงกัญชาได้ง่ายจะเป็นการสนับสนุนให้วัยรุ่นหันมาใช้กัญชาหรือไม่ โดยงานวิจัยเก่าระบุอัตราการใช้ของวัยรุ่นไม่เพิ่มขึ้นหลังมีกฎหมายนี้


นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด เสตทนำผลงานวิจัยมาตรวจสอบอีกครั้งและพบว่าไม่ใช่แค่อัตราการใช้ของวัยรุ่นที่ไม่เพิ่มขึ้น แต่การอาศัยอยู่ใกล้ศูนย์แจกจ่ายกัญชาหรือที่ขายกัญชาอย่างเป็นทางการก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อพวกเขา 3 ใน 7 ชุมชนที่นักวิจัยเฝ้าสังเกตได้เปิดศูนย์แจกจ่ายกัญชาเพื่อความบันเทิงในปี 2014 พวกเขาแจกแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายทั้งหมด 12 แห่ง อีกทั้งนักวิจัยก็ได้ทำการสอบถามนี้ในปี 2013 และ 2015 ก่อนและหลังการเปิดศูนย์แจกจ่าย โดยคำถามเน้นถึงความบ่อยที่ใช้กัญชา ความง่ายของการซื้อ ความคิดเห็นถึงแนวโน้มความอันตรายหากใช้กัญชาเป็นประจำ และความคิดเห็นว่าผิดแค่ไหนหากผู้ใช้กัญชาอายุเท่ากับผู้ทำแบบสอบถาม

นักวิจัยเปรียบเทียบข้อมูลในปีก่อนที่ศูนย์แจกจ่ายกัญชาจะเปิดและหลังเปิด โดยข้อมูลของทั้ง 2 ปีกลับตรงกันและไม่มีความแตกต่าง นักเรียนในชุมชนที่มีศูนย์แจกจ่ายใช้มากขึ้น มีความคิดที่ว่ากัญชาไม่ได้อันตราย ไม่ได้ผิดน้อยลง 
ทว่าผลของงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าบริเวณชุมชนที่มีทัศนคติบวกต่อกัญชาก่อนการอนุญาตเปิดศูนย์แจกจ่ายกลับกลายเป็นที่ๆ จะได้รับอนุญาตในการเปิดศูนย์แจกจ่ายกัญชาเมื่อกฎหมายอนุญาตให้ทำได้  ในขณะที่ชุมชนที่ไม่มีการเปิดศูนย์แจกจ่ายกัญชาคิดว่าการใช้กัญชานั้นผิดมากกว่า ในปี 2015 เมื่อเทียบกับปี 2013 แต่สรุปแล้วว่าจากประเภทของชุมชนทั้งหมดไม่ว่าจะมีศูนย์แจกจ่ายหรือไม่ การใช้กัญชาของเด็กมัธยมปลายกลับลดลง พวกเขาคิดว่ามันผิดและอันตรายมากขึ้น

ที่มา:
https://www.marijuanamoment.net/living-near-dispensaries-doesnt-affect-teen-marijuana-use-or-attitudes-study-finds/



2.

90% ของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ (Arthritis) ที่ใช้กัญชา ระบุว่ากัญชาสามารถช่วยในการรักษาได้

จากการสำรวจโดย CreakyJoints ชุมชนผู้ป่วยโรคข้ออักเสบออนไลน์มากกว่า 1,000 คน พบว่า 57% ยอมรับการใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการของโรคนี้ และมากกว่า 90% ของผู้ใช้บอกว่ากัญชาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของพวกเขาได้

หลายปีที่ผ่านมาคุณสมบัติของกัญชาที่สามารถบรรเทาอาการปวดและต้านการอักเสบถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจัง โดยงานวิจัยหลายชิ้นได้แสดงถึงความต้องการใช้กัญชาของผู้ป่วยเมื่อพวกเขาเผชิญกับความเจ็บปวด

ทั้งนี้นักวิจัยงานสำรวจ CreakyJoints สงสัยว่าชุมชนผู้ป่วยนี้คิดและใช้กัญชารักษาอย่างไร จึงทำแบบสอบถามมาเพื่อสำรวจ 1,059 คนโดยผลสำรวจถูกนำเสนอเข้าในที่ประชุมประจำปีของวิทยารูมาติกแห่งยุโรปในปี 2019 ซึ่งผลสำรวจพบว่า 62% ของผู้ป่วยใช้กัญชาเพื่อการแพทย์รักษาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ในการรักษาปัจจุบันโดย 39.8% ใช้สิทธิ์บัตรอนุญาตการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ของผู้ป่วยที่ได้จากรัฐของตนเอง

สำหรับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในรัฐที่อนุญาตการให้ใช้กัญชาเพื่อรักษาได้ แต่ทว่ากลับไม่ได้ใช้สิทธิ์บัตรอนุญาตที่ถูกกฎหมาย เนื่องจาก 2 เหตุผลใหญ่คือค่าใช้จ่าย (28%) และการเข้าถึงที่ยากเกินไป (25%) อีกทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เคยใช้กัญชาหรือสาร CBD รายงานว่ากลุ่มอาการของพวกเขาดีขึ้นมาก (97.1% สำหรับกัญชา 93.7% สำหรับสาร CBD)

ที่มา:
https://www.leafly.com/news/health/57-of-arthritis-patients-have-tried-cannabis-90-found-it-helped

 

3.


แนวทางเปิดเสรีกัญชาแบบถูกกฎหมายของโคลัมเบีย จะเป็นก้าวต่อไปหรือไม่?

เมื่อ 7 ปีที่แล้วโคลัมเบียได้อนุญาตการให้ใช้กัญชาในปริมาณเล็กน้อย และเมื่อ 3 ปีที่แล้วก็ได้อนุญาตการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อย่างถูกกฎหมายในขณะที่รัฐบาลก็อนุญาตการปลูกเพื่อการใช้ส่วนตัว แต่ทว่าสำหรับใช้เพื่อความบันเทิงยังคงผิดกฎหมายอยู่

โคลัมเบียซึ่งเป็นประเทศที่โชคดีมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการปลูกกัญชา ค่าแรงงานและกรอบกฎหมายที่เอื้อต่อกัญชา ประเทศนี้ผลิตและค้าขายกัญชา 25% ของจำนวนทั้งหมดของโลก โดยศาลรัฐธรรมนูญของโคลัมเบียยกเลิกการแบนบริโภคกัญชาในที่สาธารณะอาทิตย์นี้

แพทย์หญิงซานดร้า คาร์ริลโลผู้เชี่ยวชาญในเรื่องกัญชาเพื่อการแพทย์กล่าวว่า การบริโภคกัญชามีความเสี่ยงทางสุขภาพแต่ความเสี่ยงเหล่านั้นน้อยกว่าแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ เธอกล่าวต่ออีกว่ารัฐบาลต้องพิจารณาและสร้างกฎระเบียบการควบคุมให้ดี

สำหรับผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มเชื่อว่าการอนุญาตนี้อาจเป็นแนวทางนำให้ประเทศเปิดเสรีของการใช้กัญชาในทุกรูปแบบ โดยหนึ่งในวุฒิสมาชิกบอกว่าพวกเขากำลังร่างนโยบายนี้ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมในปลายเดือนกรกฎาคม

ที่มา:
https://www.forbes.com/sites/javierhasse/2019/06/19/colombia-public-cannabis-consumption/#2f0d3b7429e9



4.

สารประกอบ CBD ของกัญชาอาจกลายเป็นยาปฏิชีวนะได้ในวันหนึ่ง

ปัญหาอย่างหนึ่งของยาปฏิชีวนะคือการดื้อยาซึ่งแปลว่าแบคทีเรียยังสามารถดำรงอยู่และฆ่าไม่ตาย แปลว่าการติดเชื้อนั้นยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาให้หาย โดยนักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลียพบว่าสารแคนนาบิไดออลหรือสารที่ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่พบในกัญชา สามารถฆ่าแบคทีเรียทุกสายพันธุ์ที่พวกเขาทดลองในแล็บ รวมไปถึงบางสายพันธุ์ต่อต้านยาปฏิชีวนะที่เราใช้ๆ กันอยู่อย่างมาก

สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือแบคทีเรียนั้นไม่ดื้อยาหลังจากได้รับยา 20 วัน และนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองกับกลุ่มแบคทีเรียที่เรียกว่า แกรมบวก (Gram-positive: staphylococcus aureus) ที่นำไปสู่โรคและอาการต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต


แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจเรื่องกลไกการทำงานของสาร CBD แต่แน่นอนว่ามันทำงานต้านแบคทีเรียที่มีการดื้อยาปฏิชีวนะอื่นๆ โดยในการทดลองนี้พวกเขาได้ทดลองใช้บนผิวหนังเท่านั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดหากสาร CBD ช่วยรักษาอาการติดเชื้อในระบบต่างๆ ของร่างกาย อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่างานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถโยนยาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ทิ้งได้ เนื่องจากผลทดลองนี้ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลอง ยังต้องถูกศึกษาและทดลองรักษาอาการติดเชื้อในร่างกายมนุษย์อีก ทั้งนี้พวกเขาก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าสาร CBD ใช้รักษาแบคทีเรียกับทุกกลุ่มได้ มันกลับไม่มีประสิทธิภาพในการรักษากลุ่มแบคทีเรียแกรมลบ (Gram-negative) ที่มีความสามารถในการป้องกันยาต่างๆ เข้าสู่เซลล์แบคทีเรียของมันได้ แต่อย่างน้อยการทดลองนี้อาจจุดประกายคุณสมบัติของสาร CBD และประโยชน์สูงสุด แน่นอนว่าผลทดลองนี้จะเป็นแนวทางให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยหันมาสนใจ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของสาร CBD ที่อาจกลายเป็นยาปฏิชีวนะได้ในอนาคต


5.


รัฐอิลลินอยส์เฮ! กลายเป็นรัฐที่ 11 หลังเปิดเสรีกัญชาอย่างถูกกฎหมาย คาดตลาดเติบโต 2 พันล้านเหรียญฯ

วันอังคารที่ 25 มิ.ย. 2019 ผู้ว่าฯ เจบี พริตซ์เคอร์แห่งรัฐอิลลินอยส์ได้เซ็นอนุมัติกฎหมายอนุญาตการใช้กัญชาอย่างเสรีเพื่อความบันเทิงซึ่งปูทางสู่การสร้างตลาดที่มีโอกาสมากมายและคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยอิลลินอยส์ยังเป็นรัฐแรกที่ทำให้การซื้อขายกัญชาถูกกฎหมายผ่านแค่สภานิติบัญญัติอย่างง่ายดาย และสำเร็จด้วยปลายปากกาลายเซ็นของผู้ว่าฯ พริตซ์เคอร์ ซึ่งเขาได้มีความตั้งใจที่จะผลักดันและพร้อมเซ็นกฎหมายนี้ทันที่ที่สภานิติบัญญัติอนุมัติ

ผู้ว่าฯ เจบี พริตซ์ทวีตว่าเขาได้สร้างโปรแกรมการกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำมูลค่า 30 ล้านเหรียสหรัฐเพื่อให้โอกาสและสนับสนุนนักธุรกิจมือใหม่ที่เคยตกเป็นเหยื่อของสงครามทางยาเสพติดซึ่งคือคนที่เคยโดนจับหรือมีคดีกัญชา พวกเขาจะได้รับความเป็นธรรมและมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครขอใบอนุญาตทำธุรกิจกัญชาได้ โดยพวกเขาจะได้รับคะแนนพิเศษและได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรซึ่งอาจรวมไปถึงเงินทุนการอบรมและคำแนะนำ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหากโปรแกรมความเท่าเทียมทางสังคมนี้สำเร็จ อาจกลายเป็นแผนงานแนวใหม่ของโครงการธุรกิจกัญชาทั่วประเทศ

มาริจัวน่า บิสเนส เดลี่คาดคะเนว่าการเปิดเสรีกัญชาเพื่อความบันเทิงที่จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2020 จะทำเงินถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีให้กับอิลลินอยส์ ขึ้นอยู่กับว่านักท่องเที่ยวจะซื้อผลิตภัณฑ์กัญชามากแค่ไหน ปัจจุบันมีสถานที่แจกจ่ายกัญชาเพื่อการแพทย์ที่มีใบอนุญาตถึง 55 เเห่ง โดย 1 ม.ค. 2020 พวกเขาสามารถเริ่มจำหน่ายกัญชาเพื่อความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ได้ ทางรัฐจะอนุญาตให้มีมากถึง 75 ร้านภายในวันที่ 1 พ.ค. 2020 และเพิ่มเป็น 110 ร้านในเดือน ธ.ค. 2021

ที่มา:https://mjbizdaily.com/illinois-11th-state-to-legalize-adult-use-cannabis-2-billion-market-projected/