อิสราเอลจะเป็นผู้นำระดับโลก…ในการวิจัยกัญชา

Last updated: Aug 7, 2019  |  บทความ

วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 -15:00 น.

"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: วันดี กุศลธรรมรัตน์/ Wandee K.
เรียบเรียง : อภินันท์ อุ่นทินกร: /Apinan Untinkorn 


สหรัฐอเมริกายังต้องฝ่าฟันกับกฎเกณฑ์ของการวิจัยกัญชา เช่นการจัดหากัญชาที่เหมาะสมกับนักวิจัย ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ก้าวหน้าไปไกลแล้วในเรื่องดังกล่าว โดยอิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดที่หลายคน ในแวดวงกัญชาเชื่อมั่นในการวิจัยที่เกิดขึ้นว่าเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุด

Cibdol บริษัทสวิสฯ ซึ่งผลิตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ CBD ที่เป็นกัญชาทางการแพทย์ได้บันทึกไว้ว่า “ประเทศอิสราเอลไม่ใช่แค่อยู่ในระดับแนวหน้าของการวิจัยกัญชาทางการแพทย์ เพราะอิสราเอลศึกษาเรื่องกัญชามากกว่าคนอื่นและนำหน้าประเทศอื่นๆ  นิตยสารรายสัปดาห์  U.S. News and World Report ได้เขียนถึงประเทศอิสราเอลว่า เป็น “ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งกัญชาทางการแพทย์” นั่นเป็นเพราะส่วนใหญ่มาจากผลงานของ Prof. Mechoulam Raphael นักชีวเคมีและศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮีบรู (Hebrew University) ในเยรูซาเล็ม เขามีบทบาทสำคัญในการค้นหาส่วนประกอบทางเคมีพื้นฐานของพืชกัญชา

การวิจัยกัญชาในอิสราเอล (Cannabis research in Israel)
Prof. Mechoulam เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ในช่วงทศวรรษ 1960 (1960-1969) ช่วงเวลาหนึ่งที่ครอบครัวของเขาได้ออกเดินทางจากยุโรปตะวันออกไปยังประเทศอิสราเอลในปี 1949  ต่อมาเขาได้รับปริญญาเอกในอิสราเอลและได้เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก (postdoctoral work) ที่ Rockefeller Center ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1960 เขาเลือกพืชกัญชาเป็นหัวข้อการวิจัยหลังจากรับตำแหน่งอาจารย์ระดับต้นที่ Weizmann Institute ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยสาธารณะใน Rehovot ประเทศอิสราเอล


จากคำถามในการสัมภาษณ์  Prof. Mechoulam ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารยาเสพติดเมื่อปี 2007 ว่าเหตุใดเขาถึงเลือกศึกษาในพืชกัญชา เขาตอบว่า  “เมื่อได้อ่านวรรณกรรมเก่าๆ เกี่ยวกับเรื่องกัญชา ผมรู้สึกประหลาดใจที่ได้สังเกตจากมุมมองสมัยใหม่ว่าถึงเวลาแล้วที่แวดวงกัญชานี้ควรมีการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกันอีกครั้ง ซึ่งพืชกัญชานั้นถูกมองข้าม ถูกละเลยเกือบทั้งหมดในช่วงต้นทศวรรษ 1960”


เมื่อมองย้อนกลับไปที่งานวิจัยเก่าที่ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ เขารู้สึกแปลกใจที่ได้รับรู้ว่าไม่มีใครแยกองค์ประกอบของกัญชาในรูปแบบที่บริสุทธิ์ สมบูรณ์ เขาพยายามเริ่มต้นที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าในเวลานั้นกัญชาเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในประเทศอิสราเอล

ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ, การสร้างเครือข่ายการวิจัยกัญชาที่เป็นนวัตกรรมก้าวล้ำ
(Ignorance, Networking Spark Groundbreaking Weed Research)
เหตุผลส่วนหนึ่งที่ Prof. Mechoulam เดินหน้าพัฒนาต่อไปพร้อมกับแผนงานของเขาในการทำงานวิจัยกัญชาเพราะเขาไม่รู้อะไรมากเลย

ในการสัมภาษณ์ Prof. Mechoulam ได้บอกว่า เขาไม่รู้กับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ว่ากัญชานั้นเป็นงานวิจัยที่ต้องห้าม

Prof. Mechoulam ไปพบผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ Weizmann Institute และสอบถามว่าเขารู้จักใคร   ที่สำนักงานตำรวจบ้าง โดยผู้อำนวยการรู้ดีว่า  Prof. Mechoulam ไม่ได้มาเพื่อจะพยายามจ่ายค่าใบสั่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เขากำลังเริ่มต้นหาข้อเท็จจริงสำหรับการวิจัย  ดังนั้นผู้อำนวยการจึงโทรเรียกหัวหน้าสำนักงานสืบสวนสอบสวนที่สำนักงานตำรวจ นั่นเป็นเพราะทั้งสองได้ทำงานให้บริการในกองทัพอิสราเอลมาด้วยกัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารรับรองในตัว Prof. Mechoulam และยืนยันต่อหัวหน้าฝ่ายสอบสวนว่าเขาเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้

จากนั้น Prof. Mechoulam ก็ถูกเรียกไปที่เมือง Tel Aviv เพียงลำพังและได้รับกัญชาเลบานนอนชั้นเลิศที่ลักลอบนำเข้าน้ำหนัก 5 กิโลกรัมมาใช้เพื่อการวิจัย  พวกเขาตระหนักดีว่าได้ทำผิดกฎหมายในบางข้อ Prof. Mechoulam ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “โชคดีที่ผมเป็น ‘บุคคลที่เชื่อถือได้’ และผมขออภัยที่จำต้องฝ่าฝืนกฎหมายนั้น”

มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้ และไม่สามารถคาดคิดได้ในสหรัฐอเมริกา Prof. Mechoulam จึงได้ย้ายไปที่มหาวิทยาลัยฮีบรู (Hebrew University) อิสราเอลในปี 1966   Prof. Mechoulam กล่าวว่าเขาได้รับกัญชาจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลโดยไม่มีปัญหาตลอดระยะเวลา 40 ปี โดยกล่าวเพิ่มว่าการทำงานในประเทศเล็กๆ “มีแง่มุมที่เป็นบวกอย่างแน่นอน”

อิสราเอลในปัจจุบันนี้ (Israel today)
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปจนเป็นที่รู้จักกันดีในอุตสาหกรรมกัญชา  Prof. Mechoulam และนักวิจัยคนอื่นๆ ได้แยกสาร CBD และ THC ในกัญชา จนนำไปสู่การวิจัยเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับผลกระทบทางจิตวิทยาและทางกายภาพที่มีต่อมนุษย์ ภายในช่วงทศวรรษ 1990 มีงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในอิสราเอลซึ่งทำให้ล้ำหน้าประเทศอื่นๆ ไปเป็นสิบๆ ปี

ในปี 2017 the School of Pharmacy ของมหาวิทยาลัยฮีบรู (Hebrew University) ได้ก่อตั้งศูนย์สหวิทยาการเพื่อการวิจัยสาร Cannabinoid ซึ่งมีนักวิจัยกัญชา 27 คน พวกเขาต่างยกย่องการทำงานช่วงแรกของ  Prof. Mechoulam ซึ่งได้เป็นผู้นำก่อนใครในยุคใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ดี มีอนาคตสำหรับมนุษยชาติ



ศูนย์สหวิทยาการฯ มุ่งเน้นการวิจัยกัญชาในสาขา ดังต่อไปนี้

- โรคมะเร็ง

- อาการเจ็บปวด

- การจัดการกับความเครียดและการอักเสบ

- ภูมิคุ้มกัน

- การเผาผลาญอาหาร

- ระบบนำส่งยาและนาโนเทคโนโลยี

- เภสัชเคมี

- ประสาทวิทยาศาสตร์

- พืชศาสตร์และพันธุศาสตร์

แม้ว่าอิสราเอลจะไม่ใช่เพียงประเทศเดียวที่อยู่ข้างหน้าสหรัฐฯ ในการวิจัย แต่ก็ถือว่าเป็นประเทศที่อยู่นำหน้ามากที่สุด และจากวารสารทางวิชาการ The European Review ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชวิทยาได้รายงานความก้าวหน้าในการวิจัยกัญชาในประเทศอิตาลีและประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกายิ่งมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ตกร่วงห่างออกไปข้างหลังประเทศอื่นๆ อีก

จะเห็นได้ว่าประเทศอิสราเอลแม้จะเป็นประเทศอนุรักษ์นิยม แต่การให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยพืชกัญชานั้นทำได้ดีเยี่ยมทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ มุ่งมั่นในการศึกษาวิจัย ดังเช่น Prof. Mechoulam และคณะนักวิจัย รวมถึงการให้ความร่วมมือ การสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาล ยิ่งทำให้อิสราเอลมีความก้าวหน้าในนวัตกรรมเกี่ยวกับพืชกัญชามากจนกลายเป็นผู้นำในด้านการศึกษาวิจัย และมีการพัฒนาในเรื่องีการเพาะปลูก การส่งออกพืชกัญชา

แหล่งข้อมูล: www.greenentrepreneur.com /dispensaries.com/ April 25, 2019
https://www.greenentrepreneur.com/article/332807