ดร.ชาติ จินดาพล มั่นใจ กัญชาผงาดทั่วไทย ไม่เกิน 3 ปี ชุมชนปลูกทำยารายได้มหาศาล

Last updated: 2019-07-09  | 

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 -16:55 น.


มหาวิทยาราชภัฏสวนสุนันทา จับมือ กรีนเทค ลุยวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ พร้อมผลักดันให้เข้าถึงประชาชน และต่อยอดกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ทางด้าน ดร. ชาติ จินดาพล มั่นใจ 3 ปีกัญชาผงาดทั่วไทย ชุมชนปลูกทำยารายได้มหาศาล

จากแนวคิดเรื่องของการนำเอา “กัญชา” มาสกัดทำยาเพื่อใช้สำหรับรักษาโรคในทางการแพทย์ สู่กระบวนการหาข้อสรุป และกลายมาเป็นนโยบายจากพรรคการเมือง รวมถึงกลายเป็นข้อถกเถียงเชิงวิชาการ จนสุดท้ายแนวคิดนี้เริ่มมีความหวังที่จะกลายเป็นจริงในเร็ววัน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี เพราะ “กัญชา” และสารสกัดจากกัญชา ใช้กันแล้วอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลหลายแสนล้านบาทต่อปี

ขณะที่ในประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรพันธุ์พืชต่างๆ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพันธุ์กัญชาและการปลูกกัญชาที่อาจจะให้ผลได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก

เกี่ยวกับแนวคิดการนำเอา “กัญชา” มาใช้ในทางการแพทย์ มีความคืบหน้าอย่างไร? บนคำถามของสังคมส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยและรอคอยการใช้ “กัญชา” ไปในทางที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง ที่ยังเป็นข้อกังขาถึงห้วงเวลา ว่า “กัญชา” จะถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้เมื่อไหร่?

จากเวทีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง “มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา” กับ “บริษัท กรีนเทค จำกัด” เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความพยายามร่วมกันของสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ที่จะผลักดันกัญชาทางการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชน ซึ่งมีคำตอบในหลายมิติที่น่าสนใจ

“ดร.ชาติ จินดาพล” รองประธานบริหารบริษัท กรีนเทค จำกัด เปิดเผยว่า “สำหรับเรื่องของกัญชาทางบริษัทได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันให้กัญชาสามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไทย เพราะกัญชามีมูลค่ามหาศาล และมีการนำมาใช้อย่างเป็นประโยชน์แล้วอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ซึ่งหลังได้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับ บริษัท กรีนเทคฯ ทางส่วนของบริษัทก็จะไปดำเนินการในเรื่องของโนว์ฮาว (know-how) รวมถึงเรื่องของผู้ร่วมทุน เพราะในการลงนามครั้งนี้ได้ทราบกระบวนการขั้นตอนต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ บ้างแล้ว ซึ่งในกระบวนการหลังจากการดำเนินการก็จะเป็นเรื่องของการเตรียมการสร้างโรงเรือนเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ และศูนย์วิจัยอย่างเป็นระบบ”

“ทั้งหมดก็จะนำไปสู่ การเปิดเสรีการใช้กัญชาในทางการแพทย์ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกระบวนการต่อจากการมีศูนย์วิจัยกัญชาแล้วก็จะไปในเรื่องของ raw material ที่จะลงไปในส่วนของเกษตรกรหรือภาคชุมชนที่จะปลูกส่งให้เพื่อนำมาผลิต โดยกำหนดไว้ในเบื้องต้นคือ 3 ปีนับจากนี้ หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าจะอนุญาตให้ดำเนินการได้เร็วมากน้อยเพียงใด แต่กำหนดคาดการณ์ไว้ว่าอยู่ในกรอบที่ไม่น่าจะเกิน 3 ปี ”

“เมื่อกระบวนการก่อสร้างโรงเรือน สถานที่เกี่ยวกับการวิจัยและผลิต หากเสร็จสิ้นแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการของการปลูกเมื่อทำการปลูกและทดสอบได้เรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่เรื่องของการส่งเสริมให้ชุมชน วิสาหกิจชุมชน ที่มีความพร้อมซึ่งเข้าเกณฑ์ที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ในกรอบเวลานี้คาดว่าประมาณ 3 ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับทางภาครัฐและนโยบาย”

“ตามกฏหมายแล้วระบุเอาไว้ว่า การจะลงไปถึงกระบวนการของการปลูกโดยชุมชน วิสาหกิจชุมชนนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่ได้รับอนุญาต และจะต้องมีผู้ที่ซัพพอร์ตการวิจัย และจะต้องเป็นการปลูกในระบบที่มีการควบคุมที่ตรวจสอบได้ชัดเจนตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพราะกัญชาในปัจจุบันยังเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่” ดร.ชาติกล่าว



จากเวที MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับบริษัท กรีนเทคฯ ในครั้งนี้ นำมาสู่คำตอบที่ว่า “กัญชาจะถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เต็มรูปแบบได้เมื่อไหร่?” และจะกระจายไปกระจายรายได้ให้กับ ชุมชน วิสาหกิจชุมชน ตามแนวคิดของการนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร นำไปสู่ “ความหวัง” ที่ใกล้เข้ามาอีกขณะ ไม่ใช่เป็นเพียงแสงสว่างปลายอุโมงค์อีกต่อไป

พิธีลงนามระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับบริษัท กรีนเทคฯ ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงจุดประกายและคาดการ กรอบเวลาในการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างเต็มรูปแบบเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นการต่อยอด และการสร้างแนวทางของการปลูกกัญชา (ใช้ในทางการแพทย์) โดยชุมชน และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศไทยได้อีกด้วย

“ดร.ชาติ” กล่าวต่อถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ และความสำคัญเร่งด่วนของการใช้กัญชาในทางการแพทย์อีกด้วยว่า “เรื่องของการใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างเต็มรูปแบบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างน้อย 3 ปี นับจากนี้ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน โดยเฉพาะผู้ป่วยกว่า 6 ล้านคนที่ต้องการเข้าถึงการรักษาแต่หน่วยทางการแพทย์ยังไม่สามารถผลิตได้ทัน  ดังนั้นการร่วมมือครั้งนี้จะสามารถต่อยอดไปสู่วิสาหกิจชุมชน โดยทางกรีนเทคจะสนับสนุนองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน ชุมชน และผู้สนใจเข้าร่วมโครงการด้วย”

“โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงๆ นั้น เวลานี้ยังไม่สามารถคำนวนออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดเจน เพราะต้องดำเนินไปตามสเต็ปขั้นตอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อน โดยเฉพาะการขออนุญาตจากรัฐบาล และ เรื่องของการลงทุนการดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนและศูนย์วิจัยต่างๆ แต่สำหรับตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงๆ นั้น ประมาณการณ์ได้ยาก”

“แต่บอกได้เพียงว่า เรื่องของการใช้กัญชาในทางการแพทย์นั้น มีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว เพราะประเทศไทยมีความเหมาะสม มีความพร้อมสำหรับแนวคิดนี้ มีความได้เปรียบในด้านต่างๆ อยู่แล้วแต่เดิม และยังเป็นประเทศที่หลายฝ่ายยกให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกกัญชา และเป็นประเทศที่มีพันธุ์กัญชาที่ดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง”

เวลานี้มีหลายมหาวิทยาลัย หลายสถาบันการศึกษา รวมถึงภาคเอกชน ภาคชุมชน ภาคเกษตร รวมถึงสังคมโดยทั่วไป ตอบรับกับแนวคิดนี้ การลงนาม MOU ในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือเพื่อให้โครงการพัฒนากัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ให้ประสบความสำเร็จ ทั้งด้านเกษตรกรรม เภสัชกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์ ผ่านการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งคิดค้นพัฒนาสายพันธุ์ตามกรอบที่กฎหมายอนุญาตให้ดำเนินการได้ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องการขออนุญาตในการเพาะปลูก และนำเข้าผลิตภัณฑ์จากกัญชา ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะสามารถพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องของกัญชาในทางที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง” ดร.ชาติ กล่าว

จากกรอบเวลา 3 ปี ที่คาดการณ์ถึงการผลักดันให้แนวทางการนำกัญชามาใช้ในการแพทย์เป็นจริงและประสบความสำเร็จ สู่คำตอบที่หลายฝ่ายรอคอย และสู่คำตอบของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนทั่วไทย ที่ต่างติดตามและเฝ้ารอการเปิดให้ปลูกกัญชา (เพื่อใช้ในการแพทย์) อย่างเต็มรูปแบบ ที่จะมีปลายทางเป็นคำตอบสุดท้ายถึงเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยรายได้มหาศาลที่จะกระจายลงไปในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

“กัญชาเสรี” (ทางการแพทย์) กับความหวังที่จะได้เห็นการปลูกอย่างเต็มระบบ อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะความร่วมมือ และความพร้อมจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา วิสาหกิจชุมชน ซึ่งสุดท้ายรอคอยอยู่แต่เพียงการพิจารณาครั้งสุดท้ายจากภาครัฐว่าจะพร้อมเมื่อไหร่?  เพราะในเวลานี้เชื่อได้ว่า ทุกภาคส่วนของประเทศไทย รวมถึงสังคมไทย อาจมีความพร้อมในเรื่องของกัญชาเสรี (ทางการแพทย์) กันแล้ว !!

ที่มา: ทีมรายงานพิเศษ เดอะพับลิกโพสต์
https://www.publicpostonline.net/27886