การแข่งปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่น่าตื่นเต้นในรัฐยูทาห์

Last updated: Aug 7, 2019  |  บทความ

วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 -09:15 น.

"Exclusive" 
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: วันดี กุศลธรรมรัตน์/ Wandee K.
เรียบเรียง : อภินันท์ อุ่นทินกร: /Apinan Untinkorn 


โรงยุ้งฉางโลหะขนาดกว้างใหญ่ที่ตั้งอยู่ในฟาร์มอัลฟัลฟามลรัฐยูทาห์ ซึ่งเจ้าของคือ Russell และ Diane Jones กำลังจะจัดงานแต่งงานลูกชายคนสุดท้องในเดือนหน้า (สิงหาคม) โดยพวกเขาหวังว่าภายในเดือนกันยายนสิ่งที่สร้างขึ้นจะเต็มไปด้วยต้นกัญชาจำนวนมาก

ตระกูลโจนส์เป็นเกษตรกรรุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นสมาชิกของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (The Church of Latter-day Saints) และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้สมัครยื่นความจำนงจำนวน 81 คนเพื่อทำหนึ่งในสิ่งที่ปรารถนาในฐานะผู้ปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตในรัฐยูทาห์ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมแม้ว่าผู้นำแห่งศรัทธาของพวกเขาเคยต่อต้านความพยายามเพื่อทำให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมาย

Russell Jones เล่าว่า เขาได้ค้นคว้าหาข้อมูลถึงประโยชน์ของยาสำหรับการบรรเทาอาการปวดในขณะที่เขาต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma) คือมะเร็งของเลือดและไขกระดูก และในเวลานี้เขาและภรรยาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่บางคนสงสัยว่าอาจจะเข้าไปไม่ถึงรัฐยูทาห์ด้วยผู้คนที่นี่ต่อต้านสิ่งใหม่ๆ 
ที่เข้ามา

Diane Jones กล่าวว่า “สิ่งนี้เป็นการริเริ่มที่เป็นนวัตกรรม” และ “ใครบ้างที่ไม่ต้องการสร้างประวัติศาสตร์?”

คนอื่นๆ หวังว่าจะมีชัยได้รับใบอนุญาตรวมถึงการดำเนินงานขนาดใหญ่เพื่อปลูกต้นกัญชงหรือเฮมพ์ และผู้ปลูกนอกรัฐจำนวนหนึ่ง โดยคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเริ่มมอบใบอนุญาตให้ถึง 10 ใบในปลายเดือนนี้  

เมื่อเร็วๆ นี้ทางรัฐได้เปิดกระบวนการออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มผู้ปลูกนอกรัฐ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนในท้องถิ่น อย่าง Darren Johnson  ผู้ดำเนินการปลูกต้นกัญชงรู้สึกวิตกกังวล โดยเขากล่าวว่า “มันเป็นลางบอกเหตุที่ดีกับผมหรือ? ไม่เลยแต่พวกเขาต้องการให้มันราบรื่น พวกเขาไม่ต้องการติดอยู่ในเรื่องนี้ และผมก็เข้าใจอย่างนั้น "

ผู้สมัครแจ้งความจำนงโดยบางคนวิตกว่าการที่สนับสนุนการปลูกกัญชาขนาดใหญ่ จะเป็นการได้ประโยชน์จากการเอาเปรียบผู้ปลูกในท้องถิ่น หรือกลุ่มบริษัทที่ประสบผลสำเร็จจากการปลูกกัญชาในรัฐอื่นๆ ที่พืชถูกกฎหมาย ทั้งนี้การสมัครเพื่อยื่นขอใบอนุญาตต้องเสียค่าธรรมเนียม 2,500 เหรียญสหรัฐฯ  (ประมาณ 8 หมื่นบาท) และการยื่นข้อเสนอเพื่อพิจารณาความยาวหลายร้อยหน้า ซึ่งผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจะต้องจ่ายเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3 ล้านบาททุกปีเพื่อให้ดำเนินการต่อเนื่อง นอกเหนือจากการซื้อเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายรายการที่มีค่าใช้จ่ายหลายล้าน

เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า พวกเขากำลังพิจารณาตรวจสอบใบสมัครและมอบคะแนนพิเศษให้กับผู้สมัครที่มี ความสัมพันธ์กับชุมชน มีใบสมัครที่มาจากผู้ปลูกนอกรัฐยื่นมา 8 ใบ  แต่ทว่าทางรัฐยูทาห์กำลังมองหาเกษตรกรที่สามารถขยายการดำเนินงานตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาต้นทุนที่ต่ำและปลูกพืชปลอดเชื้อรา และยาฆ่าแมลงที่โรงเพาะปลูกในร่มของเมืองซอลต์เลกทางตอนเหนือ.(North Salt Lake) ในรัฐยูทาห์

Troy Young มีแนวโน้มปลูกต้นกัญชง (hemp) ภายใต้แสงไฟสีม่วงที่รุนแรงของไฟ LED ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาอัตราการเจริญเติบโต โดย Young เพาะปลูกพืชอุตสาหกรรมกัญชงซึ่งเป็นพืชที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและเป็นพืชสกุลเดียวกับกัญชาอย่างถูกกฎหมายในรัฐยูทาห์เมื่อปีที่ผ่านมา เขาเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ปลูกที่มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่ลงทุนในด้านเครื่องมือและจัดสรรเงินโดยหวังว่าจะได้รับใบอนุญาตในการปลูกกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งเขากล่าวว่า “กัญชาในรูปแบบต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งท้าทายความสามารถที่จะเพาะปลูกและต้องมีการทดลองอีกมากมาย” 

“ผมรู้สึกสนุกกับมัน ผมคงจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไร้เหตุผล” Young ในวัย 52 ปีกล่าว

เขามีเดิมพันส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องการทำให้กัญชาถูกกฎหมายเนื่องจาก Young สูญเสียแม่ของเขาไปจากการเสพติดยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioid) ปริมาณมากเกินไป บางทีเธออาจจะยังมีชีวิตอยู่หากเธอได้มีโอกาสเข้าถึงยาบรรเทาอาการปวดที่มีอันตรายน้อยกว่าอย่างกัญชา

กัญชาได้รับการพิสูจน์เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง และจากการศึกษาวิจัยได้ชี้แนะว่ากัญชาที่ใช้ในทางการแพทย์ที่ถูกกฎหมายจะช่วยลดจำนวนใบสั่งยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) ลงได้  “มีความต้องการที่จำเป็นอย่างแท้จริงสำหรับกัญชา มันไม่ใช่แค่เรื่องเคลิบเคลิ้ม มึนเมา”  Young กล่าว

Johnson ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการปลูกต้นกัญชง (hemp processor) มีคลังสินค้าที่กว้างขวางในเมืองซอลต์เลก (Salt Lake City) พร้อมด้วยทีมช่างและอุปกรณ์ที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับปลูกกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งมีห้องหนึ่งเต็มไปด้วยบีกเกอร์ใสขนาดใหญ่จำนวนมาก กัญชงเหนียวๆ หยดผ่านตัวกรองกระดาษและเข้าไปในกระจกเพื่อสกัดน้ำมัน CBD

การปลูกต้นกัญชงเป็นธุรกิจเสริมของเขา Johnson ทำงานเต็มเวลาในธุรกิจการก่อสร้างแต่เขามองว่าการปลูกกัญชาเป็น  การลงทุนระยะยาวที่ชาญฉลาด เขากล่าวว่า "ทันทีที่กัญชาทางการแพทย์กลายเป็นข้อห้ามที่น้อยลง จะทำให้ผู้คนเลือกที่จะใช้ ยากัญชามากกว่ายาแก้ปวดที่มีฤทธิ์เสพติดสกัดมาจากฝิ่น (opiate-base drug) และเราจะได้เห็นความต้องการกัญชาที่มากขึ้นและตลาดที่เฟื่องฟูขึ้น”
 

Richard Oborn ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กัญชาของกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า รายได้จากโครงการกัญชาทางการแพทย์ของรัฐคาดว่าจะสูงถึง 5.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 167 ล้านบาท) ในปี 2020 จากนั้นเติบโตเป็น 16.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 500 ล้านบาท) ในปี 2021

รัฐยูทาห์เข้าร่วมกับ 33 รัฐในการทำให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมายหลังจากมีผู้ลงคะแนนโหวตการอนุมัติกฎหมายใหม่  เมื่อปีที่แล้ว ผู้นำของรัฐมีความเชื่อที่มีอิทธิพลเหนือกว่ามาแต่เดิมจากการต่อต้านผลักดันเพื่อขอให้ผู้โหวตลงคะแนนอนุมัติกัญชาทางการแพทย์ แต่ในที่สุดก็มีการประนีประนอมกับผู้สนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์บางกลุ่ม เพื่ออนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อบำบัดรักษาโรคภายใต้กฎระเบียบควบคุมที่มากขึ้น

 
ใครก็ตามที่ชนะได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ปลูก 10 รายของรัฐ และจะต้องปลูกกัญชาในรัฐยูทาห์ โดยทางรัฐจะเลือกผู้ดำเนินการ (processor) ที่ได้รับอนุญาตเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ไปจำหน่ายในร้านขายยาที่คาดว่าจะเปิดในปีหน้


อุตสาหกรรมการกัญชาทางการแพทย์ (Medical Cannabis) เป็นเรื่องที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อผู้เพาะปลูกและผู้ป่วย ทว่าด้วยความเป็นอนุรักษ์นิยมของคนในรัฐและข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยละเอียด การได้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์เพื่อเพาะปลูกและทำธุรกิจในรัฐยูทาห์จึงมีจำนวนจำกัด ต้องคัดเลือกเหลือเพียงไม่กี่รายเท่านั้น

ที่มา: abcnews: July 12, 2019
By: MORGAN SMITH, ASSOCIATED PRESS
https://abcnews.go.com/Lifestyle/wireStory/dozens-vie-chance-grow-medical-marijuana-utah-64295908