“ปานเทพ” ห่วง ต่างชาติฮุบสิทธิบัตรกัญชา พบยื่นกรมทรัพย์สินฯ แล้วกว่า 100 คำขอ

Last updated: Aug 8, 2019  |  ข่าว

วันที่ 8 สิงหาคม 2562 -16:04 น.


“ปานเทพ” ห่วง ต่างชาติฮุบสิทธิบัตรกัญชา พบยื่นกรมทรัพย์สินฯ แล้วกว่า 100 คำขอ ชี้หน่วยงานรัฐสกัดคนไทยผลิตยากัญชา เผยนำเข้าพันธุ์ต่างประเทศเมล็ดละ 800 บาท หวั่นทำราคายาพุ่ง ขณะที่หมอพื้นบ้าน 3 พันคนเฮ ! “อนุทิน”ลงนามรับรอง ไม่ต้องขึ้นทะเบียนใหม่ ด้าน อ.เดชา เตรียมโอนคนไข้ของมูลนิธิฯ ให้กระทรวงฯ ดูแล พร้อมดันน้ำมันกัญชาเข้าระบบจ่ายยาของ สธ.

แม้ว่าขณะนี้ยาจากสารสกัดกัญชาได้รับความสนใจจากผู้ป่วยอย่างกว้างขวาง แต่ดูเหมือนการผลิตและพัฒนายาจากสารสกัดกัญชากลับจำกัดสิทธิอยู่เฉพาะในบางหน่วยงาน ขณะที่บรรดาหมอพื้นบ้านซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการผลิตและใช้ยากัญชาในการรักษาโรคกลับไม่สามารถผลิตและเข้าถึงยาดังกล่าวได้ ซึ่งข้อมูลจากหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากขบวนการขัดขวางการผลิตยาจากสารสกัดกัญชาของคนไทย รวมถึงมีความพยายามผูกขาดยาจากสารสกัดกัญชาให้อยู่ในมือบางกลุ่มเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน โดยเฉพาะบริษัทยาข้ามชาติ

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีขบวนการผูกขาดยาจากสารสกัดกัญชาในหลายรูปแบบ โดยหลังจากที่รัฐบาลคลายล็อกกัญชาพบว่ามีบริษัทต่างชาติยื่นขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มากกว่า 100 คำขอ ซึ่งยังไม่รู้ว่าคำขอต่างๆ มีรายละเอียดอย่างไร กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะอนุมัติหรือไม่ และหากอนุมัติจะส่งผลกระทบต่อสิทธิในการผลิตและใช้ยาจากสารสกัดกัญชาของคนไทยอย่างไรบ้าง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากเพราะหากต่างชาติได้สิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชาไม่ว่าในรูปแบบใด คนไทยก็จะไม่สามารถผลิตหรือใช้กัญชาในรูปแบบนั้นได้ หากจะใช้ก็ต้องเสียค่าสิทธิบัตรในราคาแพง
 

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากความพยายามผูกขาดกัญชาโดยต่างชาติแล้วยังพบว่าหน่วยงานรัฐก็มีการดำเนินการเพื่อผูกขาดและสกัดกั้นไม่ให้คนไทยสามารถผลิตและเข้าถึงยาจากสารสกัดกัญชาที่เป็นของคนไทยเองด้วย โดยดำเนินการผ่านองค์การเภสัชกรรมและโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ในส่วนขององค์การเภสัชฯ นั้นมีการผลิตยาจากสารสกัดกัญชาในลักษณะที่คล้ายกับยาจากสารสกัดกัญชาที่จดสิทธิบัตรในต่างประเทศ และจำกัดการรักษาเฉพาะโรคที่เคยมีการใช้ยาจากสารสกัดกัญชามาแล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาถูกฟ้องร้องเรื่องละเมิดสิทธิบัตร อีกทั้งพันธุ์กัญชาที่องค์การเภสัชฯ ใช้ในการผลิตยาจากสารสกัดกัญชาก็เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและปลูกในระบบปิดโดยใช้เทคโนโลยี Medical Grade ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงว่าจ้างเอกชนในการปลูกกัญชาด้วย ซึ่งทั้งการซื้อเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศและการว่าจ้างเอกชนในการปลูกจะส่งผลให้ยาจากสารสกัดกัญชามีราคาสูงตามไปด้วย

ขณะที่ยาจากสารสกัดซึ่งผลิตโดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้นดำเนินการโดยมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศรซึ่งไม่ได้มีฐานะเป็นหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อและกระบวนการผลิตได้ ซึ่งขณะนี้มีข่าวว่ามูลนิธิดังกล่าวนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชาจากต่างประเทศจำนวน 2,500 เมล็ดในราคาที่สูงมาก นอกจากนั้นโรงพยาบาลอภัยภูเบศรยังจำกัดการจ่ายยาจากสารสกัดกัญชาในการรักษาโรคเพียง 2 โรคเท่านั้น และที่ผ่านมาก็ทำการรักษาผู้ป่วยได้เพียง 10 ราย ทั้งที่ได้รับบริจาคกัญชาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ถึงกว่า 10,000 กิโลกรัม จึงถือว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

“ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ใช้กัญชาสายพันธุ์ไทยที่คุณภาพดีและราคาถูก เพราะแม้ยาจากสารสกัดกัญชาที่องค์การเภสัชฯ และโรงพยาบาลอภัยภูเบศรวิจัยและผลิตจะได้การรับรอง แต่เมื่อพันธุ์กัญชาที่ใช้เป็นพันธุ์จากต่างประเทศก็ต้องนำเข้าในราคาสูง ข่าวว่าเมล็ดพันธุ์กัญชาที่องค์การเภสัชฯ นำเข้า มีราคาถึงเมล็ดละ 800 บาท ขณะที่เมล็ดพันธุ์ที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศรนำเข้ามีราคาเมล็ดละ 500 บาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ยาจากสารสกัดกัญชาที่หน่วยงานรัฐผลิตจะมีราคาถูก” นายปานเทพ ระบุ

นอกจากนั้น การกำหนดตำรับยาจากสารสกัดกัญชาโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคของการพัฒนายาจากสารสกัดกัญชา นายปานเทพ ชี้ว่า การที่กรมการแพทย์แผนไทยกำหนดให้ตำรับยาจากสารสกัดกัญชามีเพียง 16 ตำรับ ทั้งที่จริงแล้วมีถึง 93 ตำรับ เท่ากับเป็นการสกัดไม่ให้มีการผลิตสูตรยาเดิมและไม่ให้มีการพัฒนาสูตรยาใหม่

ที่มา: https://mgronline.com/specialscoop/detail/9620000074995