‘อ.เดชา’ เตรียมติวเข้มการใช้น้ำมันกัญชาล็อตแรก 5,000 ขวด

Last updated: Sep 23, 2019  |  แพทย์

วันที่ 23 กันยายน 2562 - 10:27 น.


นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการผลิตน้ำมันเดชา ว่า ขณะนี้กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร ได้ผลิตน้ำมันเดชาได้ประมาณ 2-3 หมื่นขวดแล้ว ซึ่งในวันที่ 25 กันยายนนี้ กรมฯ ได้เชิญ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ มาประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับตัวแทนโรงพยาบาล 13 แห่งที่ให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย และ 12 โรงพยาบาลศูนย์ที่ให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อทำความเข้าใจในการใช้น้ำมันเดชา และคาดว่าจะมีการมอบน้ำมันเดชาล็อตแรก 5,000 ขวด ให้แก่ รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ด้วย สำหรับการยื่นเสนอคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในคน กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการแก้ไขอีกเล็กน้อย อีก 1 สัปดาห์น่าจะทราบความคืบหน้า

นพ.มรุต กล่าวว่า สำหรับการใช้ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสม "ศุขไสยาศน์" ที่มีการกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ให้เริ่มใช้มาประมาณ 3 สัปดาห์แล้วนั้น เท่าที่ได้รับรายงานมีผู้ป่วยขอเข้ารับบริการประมาณ 580 ราย เข้าเกณฑ์โรคที่จำเป็นต้องใช้ประมาณ 280 ราย มีการจ่ายยาไปแล้วประมาณ 150 ราย ซึ่งได้มีการย้ำกับทางแพทย์แผนไทยไปแล้วว่า หากอาการเข้าได้ เช่น นอนไม่หลับ ก็ให้จ่ายยาศุขไสยาศน์เป็นตัวแรกได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรตัวอื่นก่อน เพราะผู้ป่วยที่มาน่าจะมีการใช้ยาตัวอื่นแล้วไม่ได้ผลจึงมาขอรับยาศุขไสยาศน์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่จะให้มีการปรับคือเรื่องของขนาดยาที่ใช้ เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเมื่อใช้ยาศุขไสยาศน์ ซึ่งจะใช้ 1 ซองในการผสมน้ำรับประทาน ปรากฏว่าเกิดอาการมึนงง จึงอาจให้เริ่มจากปริมาณน้อยก่อน คือ 1 ใน 4 ซองก่อน

นพ.มรุต กล่าวว่า ส่วนโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์ "อิสระ01" ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะนำช่อดอกกัญชามาทำเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์นั้น ส่วนใบและส่วนอื่นของกัญชาก็จะมีการทำลายนั้น ซึ่งทางการแพทย์แผนไทยสามารถนำใบและส่วนอื่นๆ ของกัญชามาเป็นส่วนผสมของตำรับยาได้นั้น เบื้องต้นได้มีการหารือกับทั้ง 3 หน่วยงาน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แล้วว่า จะทำเรื่องของนำใบและส่วนอื่นของกัญชามาใช้ทางการแพทย์แผนไทย เพื่อไม่ต้องทำลายทิ้ง ซึ่งจะมีการทำหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการต่อไป


อ้างอิง: https://www.hfocus.org/content/2019/09/17778