สมัชชาสุขภาพฯ ชี้ใช้กัญชาการแพทย์ต้องรู้จริง-เท่าทัน ย้ำมีทั้งโทษ-ประโยชน์

Last updated: Jan 28, 2020  |  แพทย์

วันที่ 28 มกราคม 2563 - 13:42 น.

 

สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 12 ตั้งโต๊ะเสวนา ใช้กัญชาทางการแพทย์ต้องรู้จริง-เท่าทัน ชง สธ.แจงประโยชน์-โทษ ด้านมูลนิธิสุขภาพไทยหนุนใช้ประคองผู้ป่วยระยะสุดท้าย จี้รัฐตามจับผลิตภัณฑ์ใต้ดิน เร่งผลักดัน ก.ม.กัญชา-กระท่อม พ้นยาเสพติด แยกเป็นพืชสมุนไพร 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (27 ม.ค.) สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 จัดให้มีการเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ในหัวข้อ "การเฝ้าระวังและกลไกการจัดการผลกระทบจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์" เพื่อนำหลากความคิดและข้อมูลจากมุมต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน

โดย ผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ นักวิชาการภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เนื่องจากเราทิ้งมานานและทำให้กัญชาผิดกฎหมาย จำเป็นต้องรื้อฟื้นสร้างองค์ความรู้กันใหม่ หลายประเด็นเป็นข้อมูลเท็จ เช่น บอกว่ากัญชาทำให้เกิดอาการทางจิต แต่ในอังกฤษมีการใช้กัญชามากกว่าเดิมถึง 20 เท่า แต่สถิติอาการทางจิตกลับไม่เพิ่มแถมลดลง นี่คืองานวิจัยล่าสุดจากเคมบริดจ์กับคิงส์คอลเลจ หรือกรณีที่บอกว่าอุบัติเหตทางถนนในรัฐโคโลราโดสูงขึ้นหลังเปิดเสรีกัญชา ก็ต้องไปดูว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจดีขึ้นจนคนแห่ซื้อรถมากขึ้นหรือไม่ บางคนบอกว่าพบสารจากกัญชาตกค้างในร่างกายของผู้ขับขี่ ก็ต้องไปดูด้วยว่าใช้กัญชามานานเท่าไรแล้ว เนื่องจากสารในกัญชาสามารถอยู่ในร่างกายได้นานเป็นสัปดาห์ ดังนั้นก่อนสรุปว่ากัญชาเป็นต้นตอของอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น ก็คงต้องมีข้อมูลการศึกษาที่มากพอ ที่ผ่านมามีความพยายามสร้างวาทกรรมทำให้กัญชาดูน่ากลัว เพื่อประโยชน์ในการผูกขาดธุรกิจยา โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก่อนจะขยายไปทั่วโลก

กัญชามีประโยชน์ในการรักษาได้มากกว่า 4 โรค ตามที่กระทรวงสาธารณสุขสรุป ในต่างประเทศมีการใช้กัญชาทางการแพทย์แล้วใน 67 รัฐ มีผลงานวิจัยทางการแพทย์ไม่น้อยกว่า 26,000 เรื่อง มีตั้งแต่การต้านอักเสบ ลดปวด ผ่อนคลายจิตใจ แก้หดเกร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีศักยภาพในเชิงการป้องกันโรค เช่น อัลไซเมอร์ เบาหวาน ไตเรื้อรัง ฆ่าตัวตาย และผลจากสุรา

ผศ.นพ.ปัตพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนข้อเสนอสำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขต้องรีบทำให้หน่วยบริการสาธารณสุขมีบริการในส่วนนี้อย่างทั่วถึง มีความรู้ และมั่นใจในองค์ความรู้โดยเร็ว เพราะหากไม่สามารถรองรับความต้องการและความคาดหวังที่มีอยู่ในเวลานี้ได้ สิ่งที่จะตามมา คือ การผลักคนออกไปซื้อผลิตภัณฑ์เถื่อน ซึ่งจะเป็นผลร้ายเนื่องจากไม่สามารถควบคุมมาตรฐาน ความเข้มข้น กระบวนการใช้ นอกจากนี้ควรเร่งให้ใช้มียาในรูปแบบใช้ภายนอกออกมาโดยเร็ว เช่น สารสกัดกัญชาผสมยาหม่อง ซึ่งจากประสบการณ์ตรงในการดูแลผู้สูงอายุพบว่า กัญชาที่ใช้นวดมีประสิทธิภาพสูงมากในการลดความเจ็บปวดในบริเวณที่ทา ที่สำคัญคือราคาไม่แพง 

ด้าน รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอข้อมูลว่า ในกัญชามีสารหลายชนิด แต่ที่พูดถึงบ่อยคือ THC และ CBD ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก แต่ก็มีข้อมูลออกมาเช่นกันว่าทำให้เกิดการเสพติดได้ประมาณร้อยละ 8 และอาจจะสูงขึ้นหากเริ่มใช้ตั้งแต่วัยเด็ก หากเสพติดแล้วการรักษาทำได้ตามอาการ ไม่มีการรักษาเฉพาะเหมือนสารเสพติดบางชนิด

"สำหรับประเทศไทย แพทยสภามีคำแนะนำข้อควรระวังไม่แตกต่างจากต่างประเทศ ที่ต้องระวังมากเป็นกลุ่มเด็กและวัยรุ่น นอกจากนี้ในต่างประเทศยังพบว่าเกิดอาการทางจิตขึ้นในบางราย โดยรวมจึงมองว่า ถ้าใช้ให้ถูกต้องตามข้อบ่งชี้และอยู่ในมือผู้ได้รับการรับรองก็จะเป็นประโยชน์" รศ.พญ.รัศมน กล่าว

ผศ.ดร.สหภูมิ ศรีสุมะ นักวิชาการจากภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ในรอบปีที่ผ่านมา มีรายงานผลกระทบจากการใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชาเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น ซึม หมดสติ โดยบางคนไม่มีโรคอะไรแค่อยากลองใช้เท่านั้น กรณีแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

"มันคือการสื่อสารที่ผิดพลาด เพราะมันคือยา อยู่ดีๆ จะหยิบมาใช้ไม่ได้ ถ้าใช้ในทางการแพทย์ต้องมีคำแนะนำการใช้ มีการติดตาม นอกจากนี้กัญชายังอาจมีผลกระทบด้านอื่นด้วย มีรายงานจากแคนาดาว่า อุบัติเหตุเกิดบ่อยครั้งขึ้นและอาจสัมพันธ์กับการใช้กัญชา ดังนั้นถ้าจะใช้กัญชาก็ต้องไม่ขับรถ บทเรียนจากโคโลราโดยังพบด้วยว่ามีการใช้กัญชาในทางที่ผิดและการเสียชีวิตจากการขับขี่ก็ตรวจพบสาร THC ในผู้ขับขี่สูงขึ้นเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้ในประเทศไทยเราไม่รู้เลย เพราะไม่เคยเก็บข้อมูล จึงต้องเร่งศึกษาและเก็บข้อมูลเหล่านี้" ผศ.ดร.สหภูมิ กล่าว

นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวว่า แม้จะมีมุมมองที่หลากหลาย หากวิทยากรทุกคนมีความเห็นที่ตรงกันว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำในวันนี้ คือการหา "จุดสมดุล" ที่รับกันได้ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านการปลดล็อคกัญชา เพราะความจริงแล้วทุกฝ่ายต่างมองเห็นในเป้าหมายคล้ายกัน คือ การเปิดรับการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพียงแต่ยังมองแตกต่างกันในการควบคุมกำกับดูแลตอนนี้เกิดการปะทะแรงมาก ระหว่าง "วิชาชีพ" กับ "พลเมือง" ที่ต้องการลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตัวเอง ในฐานะที่ตนก็เป็นหมอพื้นบ้านต้องบอกว่า มีกลุ่มโรคบางกลุ่มที่กัญชามีศักยภาพเพียงพอจะรักษาบรรเทา ประเด็นคือจะเอาเทคโนโลยีระดับไหน ถ้าง่ายชุมชนก็ผลิตเองได้และมีมาตรฐานระดับหนึ่ง ถ้าเชื่อว่าชุมชนจัดการกันเองกำกับดูแลกันได้ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของระบบสุขภาพที่ออกจากเมืองหลวงไปสู่ชุมชน เมื่อ 30 ปีก่อนพอพูดว่าขมิ้นชันรักษาอาการปวดท้องได้ดีมาก รางจืดลดพิษได้ เสลดพังพอนรักษาเริมได้ ตอนนั้นคนดูถูก แต่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยอมรับกันทั่ว แถมยังเป็นที่ต้องการของตลาด แต่กัญชาดีกว่านั้นมาก เพราะมีการศึกษาของต่างประเทศพบว่ากัญชาโดสต่ำหรือการใช้แบบองค์รวมมีศักยภาพในการรักษาได้ดีเรามีประสบการณ์คล้ายกันนี้กับฟ้าทะลายโจร ใช้เดี่ยวๆ อาจไม่เป็นผล แต่พอไปผสานกับพืชตัวอื่นสามารถใช้ลดไข้ได้ดี กัญชาหากใช้โดสต่ำผสานเป็นองค์รวมก็สามารถใช้ทางการแพทย์ได้ ถึงจะใช้เกินขนาด เช่น หยดมากไปหน่อย แต่เมื่อมีโดสกัญชาต่ำ โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงอย่างที่กังวลกันก็จะน้อย

"ปัญหาใหญ่ในเวลานี้คือผลิตภัณฑ์ใต้ดิน ดังนั้นต้องมีไฟส่องเข้าไปให้สว่าง ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าเขาทำได้ เข้าถึงได้ แค่เป็นยาแก้ปวดอย่างเดียวก็ช่วยมวลมนุษย์ได้มหาศาลแล้วไม่ต้องถึงกับสกัดแยกสารก็ไปเยียวยาบางโรคได้ เช่น ต่างประเทศใช้น้ำมันมะกอกสกัดแบบง่ายๆ ส่วนในไทยก็มีน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา แบบนี้ชาวบ้านทำได้เอง ยิ่งถ้าจับมือกับฝ่ายวิชาการก็จะไปไกล อยากให้มองเป็นเรื่องมนุษยธรรมที่คนควรเข้าถึงได้และปลอดภัย สำหรับข้อกังวลเรื่องอุบัติเหตุ เข้าใจว่าในต่างประเทศใช้ทั้งเป็นยาและเพื่อการสันทนาการด้วย โอกาสเกิดอุบัติเหตุจึงสูง สำหรับเราจะแนะนำเสมอว่าให้ใช้ก่อนนอน หยดแล้วก็หลับไปเลย มีข้อบ่งชี้แบบนี้ก็ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องอุบัติเหตุ" วีรพงษ์ กล่าว

ผู้แทนจากมูลนิธิสุขภาพไทยย้ำว่า การแพทย์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่สามารถรองรับความซับซ้อนการเจ็บป่วยได้ ต้องใช้พหุลักษณ์ทางการแพทย์ดูแลร่วมกันอย่างกลมกลืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการใช้กัญชาในการดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้าย และเรียกร้องหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดในการตามจับน้ำมันกัญชาใต้ดิน ในอนาคตสิ่งที่ภาคประชาชนกำลังผลักดันคือ การยกร่าง พ.ร.บ.กระท่อม กัญชา ให้แยกออกมาจากรายการยาเสพติด เพื่อทำให้ทั้งสองอย่างเป็นการพืชสมุนไพร.

 

อ้างอิง: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1757861