อนุ กมธ. เผย เดินหน้าหนุน "กัญชง" ขึ้นแท่น ‘พืชเศรษฐกิจตัวใหม่’ ของไทย

Last updated: 17 มี.ค. 2563  | 

วันที่ 11 มีนาคม 2563 - 09:23 น.

 

ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชงอย่างเป็นระบบ และคณะ แถลงผลการวิเคราะห์ ศึกษาในประเด็นพืชกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย

วันที่ 10 มีนาคม 2563 ณ จุดแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชงอย่างเป็นระบบ และคณะในคณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ ร่วมกันแถลงข่าว การวิเคราะห์ศึกษาในประเด็นพืชกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจะนำมาเป็นรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งประชาชนในภาคอุตสาหกรรมด้วย เพราะตลาดกัญชงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านภาคการเกษตร  โดยพบว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมหลายด้าน อาทิ ความเหมาะสมของอุณหภูมิ วิถีชุมชนของเกษตรกร ดังนั้นถ้านำกัญชงมาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในประเทศไทยได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก  โดยทำการศึกษาในประเด็นต่างๆ ทั้งด้านการผลิตและการเพาะปลูก ด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเข้าและการส่งออก ด้านมาตรฐานคุณภาพโดยการกำกับดูแลและตรวจสอบเพื่อให้พืชกัญชงมีมาตรฐานในการนำเข้าและส่งออก

 



ด้านการผลิตและการเพาะปลูก นายวีระชัย ณ นคร อนุกรรมาธิการ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์  กล่าวว่า ได้ทำการศึกษาพืชกัญชงสายพันธุ์อื่นๆ เพื่อนำมาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียง 4 สายพันธุ์  (RPF1 - 4) เนื่องจากความหลากหลายของสายพันธุ์ไม่เพียงพอต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งกัญชงแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน ซึ่งเหมาะสมกับภูมิศาสตร์ที่ต่างกันไป บางพันธุ์อาจเด่นด้านการให้เส้นใยมาก บางพันธุ์ให้เมล็ดมาก หรือบางพันธุ์ให้สาร THC และ CBD ปริมาณมาก เป็นต้น  ซึ่งสายพันธุ์พื้นบ้านของไทยนั้นมีคุณภาพที่ดี ชาวบ้านคุ้นเคยมานาน จึงควรได้รับการพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง  และในอนาคตแต่ละสายพันธุ์จะค่อยๆ มีการเพิ่มเติมมากขึ้นต่อไป เพื่อครอบคลุมความต้องการของตลาด

 



ด้านเศรษฐกิจ  นายวิฑูร เนติวิวัฒน์  อนุกรรมาธิการ กล่าวว่า ได้ทำการศึกษาเรื่องการนำเข้า ส่งออก พืชกัญชงสู่ตลาดโลก โดยพืชกัญชงในตลาดโลกนั้น มีความต้องการตั้งแต่ ราก ลำต้น ใบ เมล็ด และดอก เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เพื่อนำไปผลิตอาหาร ยา และเครื่องสำอาง โดยในปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกัญชงในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท จึงหวังว่ากัญชงจะสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่นำพาประชาชนให้เข้าถึงตลาดนี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 



ด้านกฎหมาย นายแพทย์มารุต  มัสยวาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และกรรมาธิการวิสามัญเรื่องกัญชา กัญชงและกระท่อม กล่าวว่า เนื่องจากกลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการใช้กัญชงอย่างเป็นระบบ จึงได้ทำการศึกษากฎหมาย พรบ.ยาเสพติด พ.ศ. 2522  และ พรบ.ยาเสพติด พ.ศ. 2562  ซึ่งมีการปลดล็อกผ่อนปรนจนเกือบจะหลุดจากพืชเสพติดแล้ว แต่เนื่องจากยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องมีการออกกฎกระทรวงเพิ่มเติมขึ้นมา ในกฎกระทรวงเดิม    ปี พ.ศ. 2559  ได้มีการปลดกัญชงให้ใช้ได้ทางการแพทย์เท่านั้น จึงได้มีร่างกฎกระทรวงขึ้นมาใหม่ เป็นร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2562 (ผ่าน ครม. เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2563 อยู่ระหว่างร่างเป็นกฎกระทรวงจากกฤษฎีกาแล้วจึงนำเข้า ครม. อีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง และสร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจตัวนี้   นอกจากนี้ยังมีประกาศของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องแก้ไขให้เข้ากับกฎกระทรวงที่เพิ่งผ่าน ครม. ไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2563  ทำให้กัญชงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ทั้งในการทำอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งจะทำให้มีอุตสาหกรรมต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย และสามารถพัฒนากัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

 


อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ กัญชงนี้ เน้นการดำเนินงานภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพืชกัญชง และกระบวนการกำกับติดตามการใช้พืชกัญชง ให้เกิดประโยชน์ทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนากัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเราจะช่วยกันดูแลในเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ของแต่ละสายพันธุ์ และเทคโนโลยีการเพาะปลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์พื้นบ้านที่มีความแข็งแรง ทนทาน และมีเป้าหมายด้านความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำไปสู่การขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมทั้งการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมของทุกภาคส่วนต่อไป

 

 

 

 

ดูคลิปวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=NCinP4Z1Mbg&t=129s