เปิดโรงเรือน ปลูกกัญชาใน กทม. เพื่องานวิจัย

Last updated: 25 มี.ค. 2563  | 

วันที่ 25 มีนาคม 2563 - 10:04 น.

 

“กัญชา” ต้นไม้แห่งทัณฑสถานที่จองจำนับทศวรรษ! มทร.เปิดโรงเรือนปลูกกัญใน กทม.​ เพื่องานวิจัย หนุนวิสาหกิจชุมชนร่วมมือเป็นเครือข่าย พร้อมเปิดเวทีหาทางออกให้วิสาหกิจชุมชนมีรายได้

รายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี (มทร.) พระนคร ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิธีเปิดอาคารโรงปลูกกัญชาทางการแพทย์ระบบปิดต้นแบบ “กัญชาต้นแรก ณ กรุงเทพมหานคร” บริเวณชั้นดาดฟ้า คณะวิทยาศาสตร์​ มทร.พระนคร พร้อมแลกเปลี่ยน พูดคุยกับตัวแทนรัฐวิสาหกิจชุมนุมที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายปลูกกัญชาทางการแพทย์จากหลายจังหวัด

 

ขอบคุณภาพจาก: pimthaionline



โดย ศ.(พิเศษ) นพ.สำเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ ที่เริ่มต้นในระดับเขตสุขภาพ จังหวัดโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)  ว่า ในระเบียบที่เกี่ยวข้องยังไม่เปิดเสรีกัญาชาที่ใช้ในทางเศรษฐกิจหรือสันทนาการ แต่อนุญาตให้ปลูกเพื่อการแพทย์ได้ ดังนั้นกรณีที่จะให้ครัวเรือนปลูกได้ จำนวน 6 ต้นนั้นยังไม่สามารถทำได้ แต่มีช่องทางที่ให้วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนจัดตั้งหรือรวมตัวเป็นเครือข่ายสามารถขออนุญาตเพื่อปลูกได้ แต่ต้องมีขั้นตอนสำคัญ คือ การเข้ามาร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐ หลายฝ่ายกังวลปัญหาในขั้นตอนการขอใบอนุญาตปลูกกัญชานั้น ตนแนะนำว่า ขั้นตอนการขออนุมัตินั้น ต้องระบุให้ชัดเจน ถึง สถานที่ปลูก การทำโรงเรือน วัตถุประสงค์ว่าเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ คือ ปลูกเพื่อการแพทย์ หรือการวิจัยเท่านั้น ที่สำคัญต้องระบุชื่อสถาบันการแพทย์ที่จะนำผลผลิตที่ได้ไปมอบให้ด้วย เช่น กรมการแพทย์แผนไทย หรือ องค์การเภสัชกร

 

ขอบคุณภาพจาก: pimthaionline

 

ศ.(พิเศษ) นพ.สำเริง กล่าวด้วยว่าส่วนข้อกังวลของวิสาหกิจชุมชนต่อรายได้ที่จะได้รับจากการลงทุนปลูกกัญชา นั้นยอมรับว่าหากปลูกให้กับองค์การเภสัชกรรม ยังไม่สามารถขายเพื่อทำรายได้ได้ทันที เพราะองค์การเภสัชกรต้องนำไปปรุงเป็นยาก่อน อย่างไรก็ตามขณะนี้องค์การเภสัชกรรมมีพื้นที่ปลูกเพื่อนำมาผลิตยาภายใต้องค์การ ดังนั้นในแนวทางดังกล่าวอาจเป็นเรื่องยากที่รัฐวิสาหกิจชุมชนจะปลูกกัญชาเพื่อสร้างรายได้ แต่มีแนวทางหนึ่งคือ ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาภายใต้ ยูเอสอาร์ หรือ มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม   หรือ รพ.สต. เพื่อให้นำไปผลิตยาและเมื่อได้ยาเพื่อแจกจ่ายกับผู้มีความต้องการ จึงให้ผู้ที่ได้รับยานั้นใช้รูปแบบบริจาคผ่านการหยอดตู้ รายละ 300 บาท เป็นต้น อย่างไรก็ดีในขั้นตอนของการปรุงยานั้นมีรายละเอียดสำคัญคือการอนุมัติสารกัญชาจากยูเอ็น ซึ่งอาจใช้เวลาปลดล็อค นานถึง 6 เดือนถึง 1 ปี

 

ขอบคุณภาพจาก: pimthaionline

 

“วิสาหกิจชุมชนแม้จะลงทุนและปลูกเองได้ แต่ต้องดูกฎระเบียบ ทั้งนี้ยอมรับว่ามีภาคเอกชนเรียกร้องให้นโยบายกัญชานั้นสร้างรายได้ เป็นวงจรธุรกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างหารือ ดังนั้นระหว่างนี้ขอให้วิสาหกิจชุมชนศึกษากระบวนการปลูก และยื่นเรื่องขออนุญาตภายในเดือนมีนาคมนี้” ศ. (พิเศษ) นพ.สำเริง กล่าว

ด้าน ดร.เภสัชกร อนันต์ชัย อัศวเมฆิน อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายการขับเคลื่อนกัญาชาเสรีทางการแพทย์ ว่า จำเป็นต้องปรับกฎหมายและระเบียบเพื่อให้นโยบายดังกล่าวตอบโจทย์ทั้งทางการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ ทั้งนี้ยอมรับว่าการปลดล็อคกัญชานั้นจำเป็นต้องพิจารณาจากหลายภาคส่วนโดยต้องรอผลพิจารณาจากยูเอ็นร่วมด้วย โดยเฉพาะสารซีบีดี  ขณะที่การขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์นั้น ในหน่วยงานของไทย นอกจากให้ องค์การอาหารและยา (อย.) พิจารณาแล้ว ต้องมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)  ร่วมตรวจสอบด้วย

“กระบวนการแก้กฎหมาย อยู่ระหว่างหารือในสภา หากยูเอ็นปลดซีบีดี ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ และผ่านการรองรับ เชื่อว่าจะทำให้เราหายใจได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีในการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ที่มีเมดิคอลฮับรองรับ และต่างประเทศจับตา และเมื่อต่างประเทศมีความต้องการผลิตภัณฑ์ของไทย ต้องคุยกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย ดังนั้นเพื่อการเตรียมพร้อมขอให้เตรียมองค์ความรู้ให้พร้อม และเมื่อความต้องการเกิดขึ้นจะสามารถทำได้ทันที เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ดร.เภสัชกร อนันต์ชัย  กล่าว

ขณะที่ รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์  อธิการบดี มทร. พระนคร กล่าวว่า สิ่งสำคัญของวิสาหกิจชุมชนกับกระบวนการขออนุญาตปลูกสามารถผ่านขั้นตอนการขออนุญาตคือ เป็นพันธมิตรกับสถาบันการศึกษา ส่วนที่วิสาหกิจชุมชนเจอปัญหาอาจต้องกลับไปพูดคุยอีกครั้งและแก้โจทย์ตรงประเด็นที่จะร่วมกับรพ.สต. ส่วนวิสาหกิจชุมชนที่คาดหวังว่าจะปลูกกัญชาเพื่อสร้างรายได้จากการจำหน่ายนั้น ตามกฎหมายยังไม่อนุญาต ดังนั้นผู้ที่ลงทุนไปแล้วและอยากปลดหนี้ ขอให้คิดว่าปีแรก คือปีที่ต้องลงทุน ส่วนปีที่สองนั้นถึงจะคุยกันได้ ส่วนที่ต้องการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อให้สถาบันขายนั้น และแบ่งรายได้ ที่ถือเป็นการร่วมทุนนั้น จะไม่สามารถแจ้งว่าคนนี้ขายได้เท่าไร แต่อาจสรุปเป็นยอดรวมว่าแต่ละรายขายได้เพียงต้นละ 10 บาท

“ขั้นตอนการขออนุญาตนั้นสำคัญเพราะต้องทำให้สมบูรณ์แบบทั้งโรงเรือน สถานที่ปลูก วัตถุประสงค์ เพราะหากทำโรงเรือนไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ อย. จะไม่มาตรวจ เพราะหากมาตรวจร่วมกับหน่วยงานของจังหวัด และ ป.ป.ส.​แม้พบความไม่พร้อมเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ โรงเรือนแห่งนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำไป 2 เดือน” รศ.สุภัทรา กล่าว

 

 

อ้างอิง

http://www.pimthaionline.com/19542