6 ประเทศสุดปัง..ติดอันดับ ผู้นำวิจัยกัญชา

Last updated: Apr 28, 2020  |  Exclusive

"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: วันดี กุศลธรรมรัตน์/ Wandee K.
เรียบเรียง : ณัฐวุฒิ จงจิตร/ Natthawut J.


ประเทศใดบ้างกำลังริเริ่มที่จะนำส่งการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุดเกี่ยวกับกัญชา?  ทั้งนี้ประเทศทั้งหกกำลังเป็นผู้นำในขณะนี้ ในขณะที่การฟื้นคืนของกัญชายังคงดำเนินต่อไปทั่วโลก จึงมีความต้องการที่ไม่อาจปฏิเสธได้สำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกัญชาเป็นเรื่องยากที่นี่ในสหรัฐอเมริกา  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นๆ จะไม่อนุญาตให้ทำการวิจัยกัญชาภายในเขตแดนของพวกเขา

หกประเทศอันดับต้นๆ ต่อไปนี้คือ ประเทศที่อยู่นำหน้าเกมในการวิจัยกัญชาและกำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อทดสอบคุณประโยชน์ที่เป็นได้ของกัญชา

เนเธอร์แลนด์ (The Netherlands)

เมื่อพูดถึงรายชื่อสถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับเรื่องกัญชา กรุงอัมสเตอร์ดัมซึ่งเป็นเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์นั้นอยู่ในอันดับต้นๆ ของรายชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลว่าประเทศที่เป็นที่รู้จักในลักษณะคาเฟ่กัญชาจะรู้เรื่องวิทยาศาสตร์กัญชาบ้างเล็กน้อย

เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสามประเทศในโลกที่โครงการกัญชาทางการแพทย์ได้รับการสนับสนุนในระดับประเทศ ซึ่งอีกสองแห่ง (แคนาดาและอิสราเอล) ก็อยู่ในรายชื่อเช่นกัน ทั้งนี้การสนับสนุนจากรัฐบาลที่แข็งแกร่งช่วยให้เนเธอร์แลนด์เป็นมาตรฐานในการเลิกตีตราบาป (destigmatizing) กับกัญชา

ในปี 2001 สำนักงานกัญชาทางการแพทย์ (the Office of Medicinal Cannabis) ได้ก่อตั้งขึ้นตามมาด้วยการเปิดตัวโครงการกัญชาใช้รักษาโรคในปี 2003  ซึ่งตั้งแต่นั้นมาเนเธอร์แลนด์ได้กลายเป็น “ผู้นำและผู้เบิกทาง (frontrunner) ในการประยุกต์ใช้กัญชาทางการแพทย์ในการดูแลสุขภาพ” ตามรายงานของสื่อ Health Europa

และตอนนี้ในปี 2020 ประเทศกำลังก้าวไปอีกขั้นโดยก่อให้เกิดกัญชาพันธุ์ใหม่ที่จะจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้กัญชาทางการแพทย์พร้อมคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็น  ซึ่ง CannNext บริษัทที่ดำเนินการวิจัยกัญชากำลังมองหาสายพันธุ์กัญชาที่ดีกว่าเพื่อผู้ป่วย

Eric Uleman กรรมการผู้จัดการ (MD) ของ CannNext กล่าวว่าวิธีการตรวจสอบความหลากหลายจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและทางเลือกส่วนบุคคลจากผู้ป่วยและวิธีการที่กัญชามีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพของผู้ป่วย

“การเลือกชนิดสายพันธุ์จะพิจารณาจากประสบการณ์และความพึงพอใจอันเป็นทางเลือกของกล่มผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ทาง CannNext จะร่วมมือกับสมาคมผู้ป่วยและสถาบันการวิจัยเพื่อกำหนดชนิดสายพันธุ์ที่ต้องการมากที่สุด”  เขากล่าว

 

อิสราเอล (Israel)

การได้รับการขนานนามว่าเป็น“ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของกัญชาทางการแพทย์”  จาก US News and World Report นั้น อิสราเอลถือเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในโลกเมื่อพูดถึงการวิจัยกัญชา

การอ้างสิทธิ์ในชื่อเสียง เกียรติคุณนั้นจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มีบุคคลที่ชื่อ Raphael Mechoulam ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการวิจัยกัญชา

นักเคมีอินทรีย์ชาวอิสราเอลผู้เป็นที่เคารพนับถือ และศาสตราจารย์ด้านเคมีบำบัดจากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเล็มได้ตีพิมพ์เผยแพร่การค้นพบที่แปลกใหม่ของเขาเกี่ยวกับโครงสร้างของสาร cannabidiol (CBD) และ tetrahydrocannabinol (THC) ในปี 1963 และ 1964 ตามด้วยการทดสอบทางคลินิกกับสาร CBD ที่ตีพิมพ์ในปี 1980

งานวิจัยของศาสตราจารย์ Mechoulam ได้รวมการค้นพบร่วมของระบบ endocannabinoid และสมองของมนุษย์เพื่อผลิตสาร cannabinoids ของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมาประเทศได้ให้ทุนสนับสนุนการศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกัญชาซึ่งทำให้ประเทศอิสราเอลติดลิสต์อันดับต้นๆ สำหรับการวิจัยกัญชา

ทั้งนี้ในปี 2017  คณะเภสัชศาสตร์ (the School of Pharmacy ) มหาวิทยาลัยฮิบรู (Hebrew University) ได้ก่อตั้งศูนย์สหวิทยาการเพื่อการวิจัยสาร Cannabinoid  ทางศูนย์ฯ มีทีมนักวิจัยกัญชา 27 คน โดยยึดอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยขั้นต้นของศาสตราจารย์ Mechoulam  ซึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาที่ทำในประเทศนั้นมุ่งเน้นไปที่บทบาทที่เป็นไปได้ของกัญชาในการรักษาภาวะสุขภาพต่างๆ ที่หลากหลาย

 
แคนาดา (Canada)

เมื่อพูดถึงพื้นที่เปิดกว้างที่มีการเข้าถึงกัญชาอย่างถูกกฎหมาย ประเทศแคนาดาถือเป็นแหล่งค้นคว้ากัญชาแห่งถัดไป ซึ่งในปี 2018 แคนาดาเป็นประเทศที่สองที่ให้การรับรองกัญชาถูกกฎหมาย (ลิงก์ Canada became the second country to fully legalize cannabis )  และทำรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจเวลานั้น

กระบวนการเพื่อทำให้กัญชาถูกต้องตามกฎหมายประสบผลสำเร็จพร้อมๆ กับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี Justin Trudeau ผู้ที่ทำงานในปี 2015 โดยสัญญาว่าจะทำให้กัญชาเพื่อสันทนาการถูกกฎหมาย  ซึ่งในการเตรียมการเปิดตัวโครงการกัญชาในแคนาดา กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชาวแคนาดากว่า 1,800 คนได้ส่งจดหมายถึง Trudeau เพื่อขอให้รัฐบาลทำให้การศึกษากัญชานั้นง่ายขึ้น

ทั้งนี้ในปี 2018 รัฐบาลแคนาดาเลือกที่จะนำเงินจำนวน 1.4 ล้านดอลลาร์แคนาดาไปสู่โครงการวิทยาศาสตร์  14 โครงการที่วางแผนศึกษาผลกระทบของกฎหมายกัญชาทั่วประเทศ (ลิงก์ effects of legalizing cannabis nationwide)  ซึ่งตามรายงานมีบางโครงการจะนำเสนอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้กัญชาในชุมชนพื้นเมือง, กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และวัยรุ่น ในขณะที่โครงการอื่นๆ จะทดสอบว่าการใช้กัญชาเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังการทำให้ถูกกฎหมาย

 

สาธารณรัฐเช็ก หรือเช็กเกีย (Czech Republic)

สาธารณรัฐเช็ก (The Czech Republic ) หรือประเทศเช็กเกีย เป็นที่ตั้งของปราสาท อาคารยุคกลางและสถาบันกัญชานานาชาติ (the International Cannabis and Cannabinoids Institute - ICCI) (ลิงก์ International Cannabis and Cannabinoids Institute (ICCI))  ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกในการวิจัยกัญชาตามหลักฐานและเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ  ด้วยเหตุนี้สาธารณรัฐเช็กจึงติดอันดับในการจัดทำรายชื่อประเทศ ชั้นนำในการวิจัยกัญชา

สถาบัน ICCI เปิดตัวในปี 2015 เมื่อองค์กร ASA และกลุ่มในเครือ KOPAC และ Doscorides Global Holdings (DGH) ในกรุงปรากได้เข้าร่วมโดย Svatopluk Němeček  รัฐมนตรีสาธารณสุขของเช็กเกียได้ประกาศจัดตั้งสถาบันวิจัยแห่งใหม่

สถาบันที่เป็นศูนย์กลางนี้มีความโดดเด่นในการให้บริการด้านการวิจัยที่หลากหลาย และเป็นศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางที่ประกาศตัวเอง  ทั้งนี้ตามเว็บไซต์ของบริษัท  ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง (Center for Excellence)

“หมายถึง องค์กรที่รวมสถาบันต่างๆ (มหาวิทยาลัย, บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง, สมาคม) ที่รวมศักยภาพของพวกเขาเพื่อให้บริการแก่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกที่สนใจในการริเริ่ม พัฒนากัญชาและสาร cannabinoids เพื่อเป็นยารักษาโรค”  การร่วมมือ การทำงานร่วมกัน (The collaboration) เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งภารกิจของสถาบัน ICCI ให้เป็นที่น่าสนใจ

Pavel Kubů ซึ่งเป็น CEO ของ ICCI กล่าวว่า “งานหลักของสถาบัน ICCI คือ การจัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ให้กับสถาบันของรัฐและเอกชนทั่วโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างสารประกอบกัญชาที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพและผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตของมนุษย์ในการรักษากลุ่มอาการที่เฉพาะเจาะจง และความผิดปกติของระบบสุขภาพในอนาคต”

จุดสนใจทั้งสามด้านสำหรับการวิจัยของ ICCI ได้แก่ Biomedicine, Life Science และ Policy Science ซึ่ง ICCI ใช้การทดลองแบบการทดลองก่อนการทดสอบทางคลินิก และการวิจัยเชิงสังเกตเพื่อเติมช่องว่างความรู้สำหรับกัญชาเป็นยารักษาที่ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์



อุรุกวัย (Uruguay)

อุรุกวัยนี้เป็นประเทศแรกที่ทำให้กัญชาถูกกฎหมาย และออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมการจำหน่ายและการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งพวกเขาได้ประกาศว่าพวกเขาต้องการที่จะกลายเป็นคนใจร้อนสำหรับการวิจัยในกัญชาทางการแพทย์ แม้ว่าจะยังไม่มีผลตอบออกจากประเทศ แต่ก็ไม่มีขอบเขตด้านกฎระเบียบที่ทำให้การศึกษากัญชามีความเร้าใจมาก

 

สเปน (Spain)

ในปี 1998 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกอมปลูเตนเซแห่งมาดริด (Complutense University of Madrid) ค้นพบว่า สาร THC สามารถมีอิทธิพลต่อการตายของเซลล์ (cell death) ที่ตั้งโปรแกรมไว้แล้วในเซลล์เนื้องอกในสมองโดยไม่ส่งผลเสียต่อเซลล์รอบข้างที่ล้อมรอบ

ทั้งนี้ในปี 2002 Dr. Manuel Guzman  และทีมงานของเขาที่มหาวิทยาลัยได้ประกาศว่าพวกเขาสามารถทำลายเนื้องอกในสมองที่รักษาไม่หายในหนูทดลองได้ด้วยการฉีดสาร THC ให้กับหนูเหล่านั้น ซึ่งทีมงานเดียวกันนี้ได้เปิด The Spanish Observatory on Medical Cannabis  เพื่อวิจัยกัญชาทางการแพทย์ และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก

 

แล้วการวิจัยกัญชาในสหรัฐอเมริกาล่ะ? (What about U.S. Cannabis Research?)

เหตุใดประเทศที่มีตลาดกัญชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ลิงก์ -largest cannabis market) จึงไม่ติดอยู่ในลิสต์อันดับ? การวิจัยกัญชาในสหรัฐอเมริกาได้รับการระงับเนื่องจากการจำแนกประเภทของกัญชาเป็นสารที่มีความเสี่ยงต่อการเสพติดสูง (cannabis as a Schedule I Controlled Substance)  ซึ่งเนื่องจากการกำหนดโดยรัฐบาลกลางนักวิทยาศาสตร์จะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA), องค์การอาหารและยา (FDA) และสถาบันวิจัยการติดยาเสพติดแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIDA)

ด้วยการตีตราในกัญชา การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เชิงกฎหมายใดๆ จะขึ้นอยู่กับความพร้อมใช้งานที่มีน้อย ซึ่งทีมนักวิจัยที่พยายามศึกษาผลที่เกิดขึ้นของกัญชาในปัจจุบันกำลังถูกจำกัดให้รับกัญชาจากแหล่งเดียวโดยทำสัญญากับสถาบันวิจัยการติดยาเสพติดแห่งชาติ (NIDA)  - มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี

ในหลายปีที่ผ่านมา มีแรงบีบคั้น กดดันที่จะเปิดเส้นทางมากขึ้นสำหรับการวิจัยกัญชา (ลิงก์- pressure to open up more pathways for cannabis research)  ทางหน่วยงาน DEA ได้ตอบสนองด้วยแนวโน้มที่จะอนุญาตให้มีการวิจัยมากขึ้น และต้องการให้มีการผลิตกัญชาเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนเพื่อการวิจัยในปี 2020



Source:

MEDICAL MARIJUANA, INC and veriheal.com

1. https://www.medicalmarijuanainc.com/news/top-4-countries-leading-in-cannabis-research/

   March 11, 2020 / By: E.I. Hillin

2. https://www.veriheal.com/blog/the-worlds-top-cannabis-researchers-and-facilities/

   Jan., 2020/ Chane Leigh