น้ำมันดี CBD จากกัญชา.. บรรเทาปวดจากงูสวัด

Last updated: Jun 8, 2020  |  Exclusive

"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 08 มิถุนายน 2563 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: วันดี กุศลธรรมรัตน์/ Wandee K.
เรียบเรียง : ณัฐวุฒิ จงจิตร/ Natthawut J.

 

ถึงแม้ CBD จะไม่สามารถรักษาโรคงูสวัดให้หายขาดได้ (herpes zoster หรือ Shingles) แต่ก็มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าสามารถบรรเทาอาการปวดเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ได้

ผู้ป่วยโรคงูสวัดในอัตราสูงมีการพัฒนาของโรคอันเกิดอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด :postherpetic neuralgia (PHN) หรืออาการปวดประสาทค้าง ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้ร่างกายเจ็บปวดเนื่องจากความเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลายที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งอาการปวดที่เกิดจากอาการปวดประสาทค้างนั้นจะปวดต่อเนื่องได้ทุกที่กินเวลานานจากหลายเดือนถึงหลายปีสำหรับบางคน

เรากำลังจะพิจารณาการศึกษาวิจัยโดยชี้ไปที่ประโยชน์ของ CBD  (ลิงก์: CBD) สำหรับความเจ็บปวดประเภทต่างๆ ซึ่งอาการปวดประสาท - primary neuropathic (ที่เกิดจากเส้นประสาทที่เสียหาย) เป็นเรื่องยากมากที่จะรักษา

ทั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกล่าวว่าสถานะทางกฎหมายที่ละเอียดอ่อนของกัญชา /กัญชายังคงเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยในสาร CBD และการศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นพรีคลินิก


การศึกษาเกี่ยวกับ CBD และอาการปวด (Studies on CBD and Pain)

การศึกษาในปี 2006 (ลิงก์- 2006 study)  ได้ระบุว่าการควบคุมระบบเอ็นโดแคนาบินอยด์ - endocannabinoid system (ระบบเซลลูล่าร์ในร่างกายของเราซึ่งผลที่เกิดขึ้นในร่างกายส่วนมากเป็นของสาร CBD และสาร Cannabinoids อื่นๆ ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับสภาวะและความผิดปกติที่หลากหลาย

นี่คือเนื้อหาที่ตัดตอนมาจากการศึกษา:

“การปรับลักษณะการดำเนินการของระบบ endocannabinoid กลายเป็นการดูแลแนวโน้มในการรักษาโรคที่หลากหลายและภาวะอาการของโรคต่างๆ ตั้งแต่ความผิดปกติทางด้านอารมณ์และความวิตกกังวล, ความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว เช่นโรคพาร์กินสันและโรคฮันติงตัน, อาการปวดเส้นประสาท, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอ็มเอสและการบาดเจ็บที่ไขสันหลังไปจนถึงโรคมะเร็ง, ภาวะหลอดเลือดแข็ง, โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke, กล้ามเนื้อหัวใจตาย, ความดันโลหิตสูง, โรคต้อหิน, โรคอ้วน /ภาวะเมแทบอลิกซินโดรมหรือโรคอ้วนลงพุง , และโรคกระดูกพรุน, ซึ่งเหล่านี้เป็นแค่เพียงตัวอย่างเท่านั้น”

การวิจัยในปี 2007 (ลิงก์- 2007 research ) เห็นพ้องกันว่าสาร CBD แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพสำหรับอาการเจ็บปวดของระบบประสาทซึ่งระบุว่า “ผลลัพธ์ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพทางการรักษาในการใช้สารแคนนาบินอยด์- cannabidiol (CBD) ในสภาวะเจ็บปวดเรื้อรัง”

ซึ่งในที่สุดการศึกษาใน 2012 รายงานว่าสาร CBD ระงับอาการปวดประสาท (neuropathic pain) อย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ทำให้เกิดภาวะดื้อต่อกลุ่มยาแก้ปวดใดๆ (analgesic tolerance)

ทีมนักวิจัยสรุปว่า:

“โดยรวมเราได้ระบุหลักฐานเพื่อบ่งชี้ให้เห็นว่า glycinergic cannabinoids เป็นตัวแทนในการรักษาที่เหมาะในการรักษาอาการปวดอักเสบและอาการปวดเซลล์ประสาท ซึ่งสามารถลดทอนความเจ็บปวดทางภาวะอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางจิตประสาทที่สำคัญและภาวะดื้อต่อกลุ่มยาแก้ปวด”

ข้อมูลที่บ่งบอกถึงประโยชน์ของสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) สำหรับอาการปวดประเภทต่างๆ นั้นยังรวมถึงการศึกษาวิจัยสองเรื่องที่แยกจากปี 2018 (ลิงก์-(1, 2))

 

ปริมาณน้ำมัน CBD สำหรับบำบัดโรคงูสวัด (How Much CBD Oil for Shingles)

ทุกๆ การรักษาด้วย CBD มีประเด็นที่สำคัญ 2 ประการ คือ

  • ผู้ใช้บางคนต้องการระยะเวลา "สะสม" ก่อนที่จะเกิดผลที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ผู้คนต้องการปริมาณหรือโดสยาที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ

ในขณะที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกถึงผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ CBD ทันที บางคนจำเป็นต้องบริโภค CBD เป็นระยะเวลาสั้นๆ (โดยปกติจะเป็นสัปดาห์ หรือบางครั้งอาจนานกว่านั้น) เพื่อที่จะเริ่มสังเกตเห็นผลที่เป็นประโยชน์ เป็นที่น่าเสียดายที่ความแตกต่างในผู้คนนี้ยังคงเข้าใจกันไม่ดี แต่มีสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์บางอย่างที่ไว้ใจได้

สมมติฐานหลักหนึ่งเรียกว่าการขาดระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ทางคลินิก (ลิงก์-clinical endocannabinoid system deficiency) และโดยทั่วไปแล้วมีบางคนมีระบบ เอ็นโดแคนนาบินอยด์ (endocannabinoid) ที่ผิดปกติไม่สมบูรณ์ ซึ่งสาร CBD และสาร cannabinoids อื่นๆ สร้างผลที่เกิดขึ้นทางการรักษาส่วนใหญ่

ทั้งนี้การขาดระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ทางคลินิก (clinical endocannabinoid system) อาจเชื่อมโยงกับการเจ็บป่วยหลายอย่าง เช่น โรคปวดกล้ามเนื้อ-ไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia), โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรค MS, โรคพาร์กินสัน, อาการลำไส้แปรปรวนและไมเกรน เนื่องจากกลไกที่ CBD สร้างผลที่เกิดขึ้นนั้นมีความผิดปกติ ผลที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจึงไม่เกิดขึ้น

แต่ทว่าความเข้าใจในปัจจุบันคือการได้รับกัญชาเป็นประจำ เช่นสาร CBD นั้น ระบบ endocannabinoid จะ “เริ่มต้นใหม่” และค่อยๆ ทำงานได้อีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำให้ใช้ CBD ต่อไปแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกถึงผลที่เกิดขึ้นใดๆ ในทันที ดังนั้นร่างกายของคุณสามารถทำให้ระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ฟื้นฟูเริ่มต้นใหม่ได้ ขอแจ้งอีกครั้งว่า สิ่งนี้จำเป็นสำหรับผู้ใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เกี่ยวกับปริมาณการใช้จริงหรือโดส ผู้ใช้ส่วนใหญ่พบว่าปริมาณการใช้น้ำมัน CBD ที่บรรเทาอาการได้ดี คือขนาดปานกลาง 15-20 มิลลิกรัม แน่นอนว่าข้อมูลนี้ไม่ได้เขียนในขณะที่กำลังเคลิ้มจิต นั่นหมายความว่าผู้ใช้ CBD บางคนจะได้รับการบรรเทาทันทีด้วยปริมาณที่น้อยลงในขณะที่คนอื่นๆ ต้องการ CBD ในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้การบรรเทาที่ดีที่สุด เป็นการดีที่สุดที่จะเริ่มใช้น้ำมัน CBD ด้วยปริมาณระดับกลาง (medium dose) และดูว่าคุณรู้สึกอย่างไร

หากคุณประสบกับผลข้างเคียงใดๆ อย่าลังเลที่จะลดขนาด (ปริมาณ) การใช้ CBD และประเมินผลที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย หากคุณรู้สึกว่าปริมาณการใช้ที่มากขึ้นจะช่วยบรรเทาอาการได้มากขึ้น ให้เพิ่มปริมาณการใช้น้ำมัน CBD เป็น 40 มิลลิกรัม หรือ 60 มิลลิกรัม (40mg or 60mg of CBD)

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าร่างกายมนุษย์ทนต่อยา CBD ได้ดีมาก และในปริมาณมากถึง 1,500 มก. ต่อวันถือว่าปลอดภัย

 

วิธีการใช้น้ำมัน CBD สำหรับโรคงูสวัด (How to Use CBD Oil for Shingles)

การให้ยา CBD มีสองวิธีหลัก คือ:

  • อมน้ำมัน CBD (CBD oil) ใต้ลิ้นเป็นเวลาประมาณหนึ่งนาที (ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วผ่านหลอดเลือดดำใต้ลิ้น)
  • การกลืนแคปซูล CBD

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างน้ำมัน CBD กับแคปซูล CBD คือน้ำมัน CBD เริ่มทำงานได้เร็วกว่า (ภายในไม่กี่นาที) ในขณะที่แคปซูล CBD ต้องผ่านระบบทางเดินอาหารและใช้เวลา 60 ~ 120 นาทีในการเริ่มต้น

หากคุณใช้น้ำมัน CBD (หรือแคปซูล) สองสามครั้งและไม่มีผลต่อร่างกายที่ชัดเจนเกิดขึ้น ให้หลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดยา (ปริมาณ) แต่ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะให้ระบบเอ็นโดแคนาบินอยด์ของคุณ “ เริ่มต้นด้วยความพร้อม”

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น[A1]  (Potential Side Effects)

เนื่องด้วยความแตกต่างในด้านอายุ สุขภาพ ลักษณะพันธุกรรมที่เป็นหนึ่งเดียวและปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่รู้จักในปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนเล็กน้อยได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ CBD ในขณะที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่บริโภคโดยไม่มีปัญหาใดๆ

โชคดีที่ผลข้างเคียงของ CBD ไม่ได้ถูกพิจารณาได้ว่าทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ซึ่งรวมไปถึง:

  • อาการคลื่นไส้
  • ท้องเสีย
  • ปัญหาเกี่ยวกับความอยากอาหาร
  • ความอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในปริมาณมาก-large doses)
  • อารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในปริมาณมาก-large doses)

เนื่องจากวิทยาศาสตร์ของ CBD ไม่ได้รับการเข้าใจทั้งหมด วิธีเดียวที่จะรู้ว่าคุณจะได้รับผลข้างเคียงเหล่านี้จากการใช้ CBD หรือไม่คือการลองใช้ CBD

 

ปฏิกิริยาระหว่างยา CBD (CBD Drug Interactions)

หากคุณกำลังใช้ยาตามใบสั่งแพทย์หรือยาที่ต้องซื้อตามเคาน์เตอร์ร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งยา คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่า CBD จะแทรกแซง รบกวนการรักษาด้วยยาใดๆ ที่ถูกเผาผลาญโดยเอนไซม์ CYP3A4 ซึ่งยาเหล่านี้มักจะมีคำเตือนเหมือน grapefruit warning บนบรรจุภัณฑ์ (น้ำเกรปฟรุตก็จะแทรกแซง รบกวนการรักษาด้วยยาเช่นเดียวกับ CBD) แต่เพื่อความปลอดภัยเป็นพิเศษ คุณควรตรวจสอบใบแทรกข้อมูลสำหรับการกล่าวถึงเอนไซม์นี้

โดยสรุปใจความสำคัญ CBD ไปรบกวนยารักษาเหล่านี้เพราะมันถูกเผาผลาญโดยเอนไซม์ CYP3A4 ซึ่งหมายความว่าเอนไซม์กำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสารทั้งสองในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้อาจนำไปสู่ระดับที่สูงขึ้นของสารทั้งสองในร่างกายซึ่งอาจเป็นอันตรายได้




Source:

GREENCAMP/ May 27, 2020

By: MARCO MEDIC

https://greencamp.com/cbd-oil-for-shingles/