คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท5 : โดย วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์

Last updated: Jun 30, 2020  |  แพทย์

วันที่ 30 มิถุนายน 2563 - 09:51 น.


การคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนถือเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา และการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ครอบคลุมในทุกมิติ อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเสมอภาค

การเผยแพร่และให้ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องการปลูกกัญชาก็ดี การมีกัญชาไว้ในครอบครอง หรือแม้กระทั่งการสกัดน้ำมันกัญชาก็ดี เชื่อว่าหลายคนยังมีข้อสงสัยว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพียงใด บทความ “คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ตอนที่ 1” นี้ จะเป็นส่วนสำคัญอีกทางหนึ่งที่จะสร้างความกระจ่างและตอบข้อสงสัยดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากกระแสข่าวที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าสามารถปลูกและใช้กัญชาได้อย่างเสรีทำให้ประชาชนตื่นตัวที่จะขออนุญาตปลูกและครอบครองกัญชาเพื่อการค้านั้นจะสามารถทำได้เพียงใด

ความเข้าใจเรื่องนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กัญชา ยังมีสถานะเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ผู้ใดจะผลิต (ปลูก) มีไว้ในครอบครอง จำหน่าย หรือเสพยังเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่มีข้อยกเว้นดังนี้

1.กรณีผลิต (ปลูก) กัญชา กฎหมายยกเว้นให้บุคคลบางจำพวกสามารถปลูกกัญชาได้ กล่าวคือ หน่วยงานรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอน หรือให้บริการทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด สภากาชาดไทย แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์หรือแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน, เกษตรกรที่รวมกลุ่ม เป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งภายใน 5 ปีแรกนับตั้งแต่กฎหมายใช้บังคับ

ผู้มีสิทธิปลูกต้องเป็นหน่วยงานรัฐหรือดำเนินการร่วมกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งขณะนี้เท่าที่ทราบมีผู้ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา ได้แก่ องค์การเภสัชกรรมและมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น

2.กรณีจำหน่ายกัญชา กฎหมายผ่อนผันให้ผู้จำหน่ายกัญชาต้องได้รับใบอนุญาต ต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเท่านั้น ปัจจุบันนี้อนุญาตให้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐจำหน่ายให้แก่ผู้ป่วยเพื่อประโยชน์ในการรักษาทางการแพทย์อนึ่ง คำว่า “จำหน่าย” ตามกฎหมายยาเสพติดนั้นหมายความรวมถึงการจ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ดังนั้น การจ่าย แจกกัญชาถือว่าเป็นการจำหน่ายกัญชาตามกฎหมายด้วย

3.กรณีครอบครองกัญชา บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ผลิต (ปลูก) ถือว่าเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองไปในตัวด้วย

ส่วนบุคคลธรรมดาอาจได้รับอนุญาตให้ครอบครองกัญชาได้แต่เฉพาะเพื่อการรักษาโรค ในกรณีที่ประชาชนครอบครองกัญชาเพื่อการรักษาโรคมาก่อนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับมีหน้าที่ต้องมาแจ้งการครอบครองต่อคณะกรรมการอาหารและยาหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตามภูมิลำเนาที่อยู่อาศัยภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ (21 พฤษภาคม 2562) ประชาชนก็ไม่ต้องรับโทษ และกรณีที่ประชาชนครอบครองหลังกฎหมายใช้บังคับประชาชนที่จะครอบครองกัญชา เพื่อใช้รักษาโรค แพทย์ต้องมีความเห็นและคำสั่งแพทย์ที่จ่ายกัญชาเพื่อใช้รักษาโรค ให้กับผู้ป่วยรายนั้นจึงสามารถครอบครองกัญชาตามปริมาณที่แพทย์กำหนดได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ครอบครองกัญชาได้ตามใบสั่งแพทย์หรือใบรับรองแพทย์นั้นสามารถเสพเพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของแพทย์ได้และต้องเป็นการเสพเฉพาะตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยตำรับยาที่ใช้รักษาโรคมีหลายชนิด เช่น ยาศุขไสยาศน์ ยาทำลายพระสุเมรุ ยาทาริดสีดวงทวารหนัก เป็นต้น

ขอเน้นย้ำว่า กัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ถ้าผลิต (ปลูก) จำหน่าย ครอบครอง หรือเสพโดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นความผิด เว้นแต่การได้รับอนุญาตตามข้อ 1-3 ข้างต้น

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งปัจจุบันสารที่สกัดจากกัญชา ได้แก่ สาร
แคนนาบิไดออล (CBD) ที่มีปริมาณสารเดตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ไม่เกินร้อยละ 0.01 โดยน้ำหนัก, ยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้เพื่อเป็นยาหรือสมุนไพรที่มีสาร CBD เป็นส่วนประกอบหลักและมีสาร THC ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก กฎหมายไม่ถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 แต่ต้องเป็นการผลิตในประเทศไทยของผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นหากนำเข้าจากต่างประเทศก็ไม่เข้าข้อยกเว้นและเป็นความผิดเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม นอกจากสาร CBD และ THC ดังที่กล่าวมาแล้วที่กฎหมายผ่อนผันให้ไม่เป็นยาเสพติด กฎหมายได้ยกเว้น ให้เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง ของต้นกัญชา ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ประชาชนจึงสามารถนำส่วนประกอบของพืชกัญชาข้างต้นไปสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า เช่น เชือก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนได้และไม่เป็นความผิดตามกฎหมายด้วย

กัญชงคืออะไร หากกัญชงไม่ใช่กัญชาประชาชนสามารถปลูก ครอบครองและจำหน่ายกัญชงได้หรือไม่เพียงใด

กัญชงหรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า เฮมพ์ (Hemp) กับกัญชาเป็นพืชตระกูลเดียวกันเปรียบเสมือนเป็นพี่น้องกันแต่จะมีความแตกต่างทางกายภาพ และปริมาณสารสำคัญ โดยกัญชง หรือเฮมพ์ (Hemp) เป็นพืชซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp. sativa มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือที่เราเรียกว่าสาร THC (สารที่มีฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ทำให้มึนเมา) ไม่เกินร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง น้อยกว่ากัญชาจึงทำให้ผู้เสพมีอาการเมาหรือหลอนประสาทน้อยกว่า ผู้เสพจึงนิยมเสพกัญชามากกว่ากัญชง

“กัญชง” และ “กัญชา” จะมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันดังต่อไปนี้

กัญชง – มีลำต้นสูงประมาณ 2 เมตรขึ้นไป สูงใหญ่กว่ากัญชา แตกกิ่งก้านน้อย ใบเป็นสีเขียวอมเหลือง มีแฉกประมาณ 7-9 แฉก แต่กัญชงมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนจากกัญชา คือ ชั้นของกิ่งจะสูงชะลูดกว่ากัญชา และถึงแม้ว่ากัญชงจะมีใบเหมือนกัญชาแต่มีสีเขียวเหลืองมากกว่ากัญชา

กัญชา – มีลำต้นมีความสูงไม่ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านมาก มีใบประมาณ 5-7 แฉก เป็นสีเขียวถึงเขียวจัด มีลักษณะคล้ายใบมันสำปะหลังที่ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยักอยู่เป็นระยะๆ ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่งและก้าน ส่วนที่คนนำมาเสพได้แก่ส่วนของยอดช่อดอกกัญชา โดยนำมาตากหรืออบแห้ง แล้วบดหรือหั่นให้เป็นผงหยาบๆ แล้วนำมาสูบ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกัญชง (เฮมพ์) หรือกัญชากฎหมายยังถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ผู้ใดจะผลิต (ปลูก) มีไว้ในครอบครอง จำหน่าย หรือเสพยังเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่มีข้อยกเว้นดังนี้

1.กรณีผลิต (ปลูก) จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชง กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ.2559 อนุญาตให้ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล วิสาหกิจชุมชนสามารถขออนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองได้เพียงแต่การขออนุญาตต้องมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(1) ปลูก เก็บเกี่ยว แปรสภาพ เพื่อประโยชน์ในครัวเรือน
(2) ปลูก เก็บเกี่ยว แปรสภาพ เพื่อประโยชน์ทางอุตสาหกรรม
(3) ปลูก เก็บเกี่ยว แปรสภาพ เพื่อศึกษาวิจัย
(4) ผลิตเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกตามวัตถุประสงค์ข้อ (1)-(3)
(5) เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ลำต้นสด หรือส่วนอื่นๆ
(6) เพื่อใช้ประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

โดยผู้ขออนุญาตต้องยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบยื่น ณ ท้องที่ที่สถานที่ผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองนั้นตั้งอยู่ ภายหลังที่ได้รับอนุญาตแล้วผู้ได้รับอนุญาตต้องจัดให้มีบัญชีรับจ่ายแผนการผลิต จำหน่าย การใช้ประโยชน์ตามขั้นตอนที่ได้รับอนุญาตและสถานที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ตามที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งในระยะเวลา 3 ปีแรกนับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับ (1 มกราคม 2561-31 ธันวาคม 2563) ผู้มีสิทธิขออนุญาต ผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองยังจำกัดเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีการอนุญาตให้ปลูกกัญชงแล้วใน 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก เพชรบูรณ์ และแม่ฮ่องสอน จากบทเฉพาะกาลดังกล่าวประชาชนทั่วไปจึงยังไม่สามารถปลูก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองได้

แต่หากประชาชนครอบครอง หรือจำหน่าย ส่วนประกอบ สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์จากกัญชงที่กฎหมายยกเว้นว่าไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ซึ่งได้แก่ การใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สกัดมาจากกัญชง, การใช้เมล็ดกัญชงหรือน้ำมันจากเมล็ดกัญชงหรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชงเพื่อใช้เกี่ยวกับอาหารหรือเครื่องสำอางและต้องเป็นการผลิตในประเทศไทย ส่วนการใช้สารแคนนาบิไดออล (CBD) ที่สกัดจากกัญชง โดยมีปริมาณสารเตเตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ไม่เกินร้อยละ 0.01 โดยน้ำหนัก และการใช้เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้งหรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง เช่น การทำเสื้อผ้า สิ่งทอ และไม่ว่าจะเป็นการผลิตในหรือนำเข้ามาในประเทศประชาชนผู้นั้นก็ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษ

2.กรณีเสพ ขณะนี้ไม่มีกฎหมายฉบับใดอนุญาตให้เสพหรือขออนุญาตเสพกัญชงได้แตกต่างจากกัญชาที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้ป่วยเสพกัญชาเพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของแพทย์ได้

3.กรณีการนำเข้า ส่งออก กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ.2559 ไม่อนุญาตให้ทำได้

หากผู้ใดประสงค์จะนำเข้าหรือส่งออกกัญชงต้องทำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2559 ซึ่งขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้นำเข้าหรือส่งออกกัญชงได้

พืชกระท่อม ทุกคนคงทราบว่าพืชกระท่อมเป็นพืชที่ปลูกอยู่ในครัวเรือนคนไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดทางภาคใต้ มีสรรพคุณที่หลากหลายสามารถใช้เป็นยา เช่น ยาแก้ปวดท้อง แก้บิด ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อยร่างกาย แต่ก็มีฤทธิ์ทำให้มึนเมา จึงทำให้มีผู้คนที่นิยมกินใบกระท่อมหรือต้มน้ำกระท่อมมาบริโภคหรือนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มที่วัยรุ่นรู้จักในชื่อ “สี่คูณร้อย”

“พืชกระท่อม” ยังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2561

ดังนั้น หากผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในครอบครองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพก็ยังคงต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่มีข้อยกเว้นดังนี้

1.กรณีผลิต (ปลูก) กระท่อม กฎหมายยกเว้นให้บุคคลบางจำพวกสามารถปลูกกระท่อมได้ กล่าวคือ หน่วยงานรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอน หรือให้บริการทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด สภากาชาดไทย แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์หรือแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน, เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษา และในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย ป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอาจมีการทดลองปลูกในเขตพี้นที่ใดตามที่คณะกรรมการกำหนดได้ ปัจจุบันมีโครงการวิจัยการพัฒนารูปแบบการควบคุมพืชกระท่อมในพื้นที่ตำบลน้ำพุ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการตีทะเบียนเพื่อควบคุมต้นพืชกระท่อมในชุมชนด้วย

2.กรณีนำเข้า ส่งออก ครอบครอง จำหน่ายพืชกระท่อม ยังคงเป็นความผิดตามกฎหมายแต่กฎหมายผ่อนผันให้ผู้ที่ประสงค์จะนำเข้า ส่งออก ครอบครอง จำหน่ายพืชกระท่อม ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเท่านั้น เว้นแต่เป็นการครอบครองเพื่อการศึกษาวิจัยที่ได้รับอนุญาตแล้ว

3.กรณีเสพ กฎหมายยังไม่อนุญาตให้เสพหรือบริโภคพืชกระท่อมได้ การเสพพืชกระท่อมยังเป็นความผิดเพราะไม่มีกฎหมายยกเว้นให้ แต่โทษที่กฎหมายกำหนดมีเพียงโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

ข้อสังเกต ส่วนมากผู้เสพกระท่อมนิยมนำใบกระท่อมไปต้มให้ได้น้ำกระท่อมแล้วนำมาบริโภคการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “ผลิตและมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้
รับอนุญาต” และหากตรวจพบสาร mitragynine ในปัสสาวะของผู้บริโภคก็จะมีความผิดฐาน “เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการที่รัฐบาลเห็นว่าพืชกระท่อมมีประโยชน์อนันต์และสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้รัฐบาลจึงมีแนวคิดที่จะถอดพืชกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งกำหนดให้ยกเลิกพืชกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และยกเลิกบทกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับพืชกระท่อมตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ดังนั้น อีกไม่นานเกินรอที่ประชาชนจะสามารถปลูก ครอบครอง จำหน่ายหรือบริโภค ได้อย่างเสรีและไม่เป็นความผิดอีกต่อไป




อ้างอิง:

https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2247945