การวิจัยแสดงให้เห็นว่าสาร CBD ไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง

Last updated: 2020-12-08  | 

"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: วันดี กุศลธรรมรัตน์/ Wandee K.
เรียบเรียง : ณัฐวุฒิ จงจิตร/ Natthawut J.


การวิจัยใหม่  (new study) ที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยของออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์และ (published) ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA (The Journal of the American Medical Association)  เพื่อตรวจสอบว่าสาร CBD มีผลต่อการขับรถอย่างไรและพบว่าในขณะที่สาร THC สามารถทำให้เกิดปัญหาความบกพร่องในการขับขี่รถได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าสาร CBD เพียงอย่างเดียวสามารถทำได้

Iain McGregor จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการวิจัยกล่าวว่า “ด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วต่อการใช้กัญชาเพื่อการรักษาในทางการแพทย์และไม่ใช่ทางการแพทย์ การขับรถในขณะใช้กัญชากำลังกลายเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญและค่อนข้างขัดแย้ง” และ “ในขณะที่การศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้บางส่วนได้พิจารณาถึงผลกระทบของกัญชาในการขับรถ แต่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่กัญชารมควัน (smoked cannabis) ที่มีเฉพาะ THC (ไม่ใช่ CBD) และยังไม่ได้ระบุช่วงระยะเวลาของความบกพร่องในการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ”

เนื่องจากมีการทำให้กัญชาถูกต้องตามกฎหมายทั่วประเทศ สาร CBD ในกัญชาจึงได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมาก กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกาและหลายคนมักใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร CBD เพื่อบรรเทาอาการปวด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช้สาร THC เนื่องจากผิดกฎหมายหรือไม่ต้องการให้มีอาการเคลิบเคลิ้มมึนเมามาก ดังนั้นข้อมูลนี้จึงสำคัญมากในการเข้าถึง


การวิจัย (The Study)

การวิจัยเพื่อตรวจสอบดูว่าสาร CBD มีผลต่อการขับรถอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมจริง นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบการขับรถระหว่างการใช้สาร CBD กับการขับรถโดยไม่ใช้ CBD  และการขับรถโดยใช้สาร THC เท่านั้นกับการขับรถโดยใช้ทั้ง THC และ CBD รวมกัน

ในการทดสอบ ผู้เข้าร่วมการทดสอบขับรถบนถนนทางหลวง 40 นาทีหลังจากได้ใช้กัญชาด้วยเครื่องสูบไอไฟฟ้า (vaping) และสี่ชั่วโมงหลังจากนั้นอีกครั้ง จากนั้นผู้รับการทดสอบจะถูกติดตามเพื่อดูว่าพวกเขาหักเลี้ยวหรือขับหลบหลีก แกว่งไกวในเลนของพวกเขามากแค่ไหน รวมถึงพวกเขายังคงขับขี่เป็นเส้นตรงได้ดีเพียงใดในขณะที่ใช้สาร THC หรือสาร CBD หรือในบางกรณีหากไม่มีสารอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่าไม่มีความแตกต่างในความบกพร่องต่อการขับขี่ระหว่างช่วงการมีสติปกติและการสูบไอ CBD เพียง 40 นาทีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการวิจัยตรวจพบความบกพร่องเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับ การใช้ THC และ CBD รวมกัน รวมถึงใช้เฉพาะ THC เท่านั้น

“การค้นพบนี้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าเมื่อมีการใช้สาร CBD โดยไม่มีสาร THC จะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถของผู้เข้าร่วมการทดสอบ” Thomas Arkell ผู้เขียนการวิจัยกล่าว “นั่นเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังใช้หรือพิจารณาการรักษาโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี CBD เป็นส่วนผสม”

การวิจัยนี้มีความสำคัญด้วยอีกเหตุผล ซึ่งไม่พบความบกพร่องใดๆ เลยสี่ชั่วโมงหลังการสูบไอด้วยเครื่องสูบไฟฟ้า (vaping) แม้ว่าสาร THC จะเกี่ยวข้องก็ตาม ทั้งนี้การศึกษาวิจัยในอดีตแสดงให้เห็นว่าสามชั่วโมงเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้ใช้จะได้รับความบกพร่องจากกัญชาหลังจากสูบกัญชา (smoking) หรือสูบไอระเหย (vaping) หากเกี่ยวข้องกับสาร THC และสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนเพิ่มเติม

นี่เป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นการเน้นย้ำว่าการตรวจสอบสารกัญชาริมถนนที่สามารถตรวจจับชั่วโมงการใช้กัญชาหรือแม้กระทั่งหลังจากการสูบกัญชามาหลายวันไม่ใช่มาตรวัดที่ยุติธรรมว่าขับรถมีความบกพร่องหลังพวงมาลัยหรือไม่ ในบางกรณีกัญชาอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเผาผลาญ

“ความปลอดภัยทางถนนถือเป็นปัญหาหลัก” Arkell กล่าว “ ผลลัพธ์เหล่านี้ควรอนุญาตให้มีกฎหมายและข้อบังคับตามหลักฐานสำหรับผู้ที่ได้รับกัญชาทางการแพทย์”

แม้ว่านี่จะไม่ใช่ข้อมูลสุดท้ายอย่างแน่นอนเมื่อพูดถึงกัญชาและการขับรถ และต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมอีกมากมายสิ่งนี้ให้การสนับสนุนที่สำคัญสำหรับแนวคิดที่ว่าสาร CBD ไม่ทำให้คนขับรถเกิดความบกพร่องในการขับ และ การใช้สาร THC จะทำให้คนขับรถมีความบกพร่องลงเพียงประมาณสามชั่วโมงหลังการใช้งาน






Source:

Hightimes / Dec.3, 2020.

By: Addison Herron-Wheeler

https://hightimes.com/news/research-indicates-cbd-does-not-impair-driving-ability/