การศึกษาใหม่เผยคุณประโยชน์ และการขาดแคลนความรู้ ของกัญชาทางการแพทย์

Last updated: 2021-03-22  | 

"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: ช่อศรินทร์ จรูญวิตต์/ Chorsarin J.
เรียบเรียง : ณัฐวุฒิ จงจิตร/ Natthawut J.

 

ผู้ป่วยพาร์กินสันในเยอรมนีรายงานการบรรเทาอาการจากความเจ็บปวดและอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่ก็มีคนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยลองมันกล่าวว่าอาจจะลองมัน ถ้าหากมีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ การศึกษาใหม่จากเยอรมนีพบว่ากว่า 8 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยพาร์กินสันรายงานว่ามีการใช้กัญชาเพื่อการรักษาอาการป่วยต่างๆ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ได้ลองใช้กัญชาให้รายงานว่ากัญชานั้นให้การบรรเทาอาการจากความเจ็บปวดและอาการสาหัสของอาการปวดกล้ามเนื้อ

และผู้ป่วยที่ไม่เคยลองใช้กัญชากว่า 65 เปอร์เซ็นต์กล่าวว่าพวกเขามีความสนใจในกัญชาทางการแพทย์แต่ไม่ได้รับข้อมูลที่มากพอ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เข้าร่วมการศึกษาหลายท่านไม่ทราบความแตกต่างระหว่าง THC และ CBD

การศึกษานี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ประชากรส่วนหนึ่งไม่ได้รอให้วิทยาศาสตร์การแพทย์พิจารณาว่ากัญชาทางการแพทย์สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้ป่วยได้ตัดสินใจที่จะตรวจสอบผลกระทบของกัญชาในบางกรณีโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่าดีหรือไม่ดี

ผู้ป่วยปลอมแปลงกัญชาไปก่อนล่วงหน้า แม้ว่าจะมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยก็ตาม

โรคพาร์กินสันเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่แย่ลงเรื่อย ๆ โดยทั่วไปจะเริ่มจากอาการมือสั่น และในที่สุดอาการสั่นนั้นจะจะเพิ่มความถี่บ่อยขึ้น อาการนี้รวมถึงอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง ความบกพร่องต่อแรแสดงท่าทางและการทรงตัว ความยากลำบากในการพูดและการเคลื่อนไหวที่ช้าลงโดยรวม

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์ฮัมบูร์ก – เอปเพนดอร์ฟ วิเคราะห์คำตอบ 1,300 คำตอบของแบบสอบถามที่ส่งถึงผู้ป่วยพาร์กินสันในการสำรวจครั้งใหม่ เป้าหมายเพื่อประเมินทัศนคติที่มีต่อกัญชาทางการแพทย์ของผู้ป่วยทางการแพทย์และความถี่ในการใช้งาน

พวกเขาพบว่ามากกว่า 8 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามมีการใช้งานกัญชาเพื่อรักษาอาการป่วยของพวกเขา และ 54 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มดังกล่าวรายงานว่า กัญชาได้พิสูจน์ว่ามันมีประโยชน์ตามผลวิจัยที่ถูกเผยแพร่ในนิตรยสารโรคพาร์กินสัน

นักวิจัยมีความต้องการที่จะใช้ผลการสำรวจเพื่อพิจารณาว่าคนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์แค่ไหน พวกเขาพบว่าในขณะที่ประเทศเยอรมนีได้ทำให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมายแล้วตั้งแต่ในปี 2017 แต่ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและข้อมูลให้ค้นหายังคงมีน้อย

ยกตัวอย่างเช่น มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ที่ทราบความแตกต่างระหว่าง THC และ CBD และผู้ที่ตอบแบบสำรวจยังคงขาดความรู้เกี่ยวกับกัญชาและมีความกลัวต่อผลข้างเคียงของมัน ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะลองใช้กัญชาทางการแพทย์

ในขณะที่ผู้ป่วยพาร์กินสันมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในระดับประเทศในการใช้กัญชาทางการแพทย์ “มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่บอกเกี่ยวกับชนิดของแคนนาบินอยด์และแนวทางการใช้งานสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันและแนวทางในการใช้รักษาอาการต่างๆ” Dr. Carsten Buhmann  ภาควิชาประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์ฮัมบูร์ก – เอพเพนดอร์ฟ กล่าว

กัญชาช่วยผู้ป่วยพาร์กินสันให้จัดการกับอาการเจ็บป่วยต่างๆได้ดีขึ้น

เหล่าผู้ที่ทำแบบสำรวจที่ไม่เคยทดลองใช้กัญชาทางการแพทย์มาก่อนกว่า 65 เปอร์เซ็นต์มีความสนใจที่จะใช้งาน แต่ขาดความรู้เกี่ยวกับกัญชา รวมถึงผลกระทบของมันต่อโรคพาร์กินสันและวิธีการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ

การค้นพบอื่นๆจากการสำรวจรวมถึง

  • นักวิจัยเชื่อมโยงการใช้กัญชาทางการแพทย์กับเยาวชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนและการมีความรู้ที่มากขึ้นเกี่ยวกับข้อกฎหมายและมุมมองทางการแพทย์ในกัญชาทางการแพทย์
  • มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้กัญชารายงานว่าอาการปวดต่างๆและอาการปวดกล้ามเนื้อลดลง
  • มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์รายงานว่า อาการตัวแข็ง akinesia (การสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นเอง) การแช่แข็ง การสั่นสะเทือน ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลและอาการขาอยู่ไม่สุข มีการพัฒนาดีขึ้น
  • โดย 54 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ CBD ทางช่องปากและ 68 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้กัญชาทางการสูดดมซึ่งมี THC ประกอบ นั้นมีอาการดีขึ้น

โดยรวมแล้ว การศึกษาพบความน่าสนใจอย่างยิ่งในกัญชาว่าเป็นยารักษาที่มีศักยภาพสำหรับอาการจากโรคพาร์กินสัน เช่นเดียวกับการขาดความรู้เกี่ยวกับกัญชาและการรายงานความพัฒนาจากผู้ป่วยพาร์กินสันด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแพทย์ในการนำข้อมูลไปใช้

“แพทย์ควรพิจารณามุมมองเหล่านี้เมื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการรักษาด้วยกัญชาทางการแพทย์”  Buhmann กล่าว “ข้อมูลที่ได้ถูกรายงานไว้นี้อาจจะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจว่าผู้ป่วยในอาการแบบไหนที่ได้รับประโยชน์

 

 

 

 

 

Source:

February 23, 2021 

https://www.greenentrepreneur.com/article/365843